posttoday
ดราม่าเศรษฐกิจรัฐโยนบาปไม่พ้นคอ

ดราม่าเศรษฐกิจรัฐโยนบาปไม่พ้นคอ

23 เมษายน 2557

หลังจากปัญหาการเมืองส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจมานานกว่าครึ่งปี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

หลังจากปัญหาการเมืองส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจมานานกว่าครึ่งปี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้ฤกษ์เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ติดตามปัญหาที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีมาตรการอะไรชัดเจนที่จะออกมาดูแลเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวหรือทรุดหนักไปมากกว่านี้

นอกจากนี้ ยิ่งลักษณ์ ยังเลือกแถลงผลการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นการสื่อสารทางเดียวเหมือนหลายๆ ครั้งที่เคยทำมา จนทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแรง ที่เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องเร่งด่วน กลายเป็นได้แค่เรื่องเล่าสู่กันฟังทางออนไลน์เท่านั้น

ยิ่งลักษณ์ ระบุว่า ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อมากว่า 6 เดือน ทำให้นักท่องเที่ยว นักลงทุน และภาคเอกชนขาดความเชื่อมั่น ทำให้เศรษฐกิจไทยถดถอย หลังจากได้รับฟังรายงานจากหน่วยงานต่างๆ ยิ่งลักษณ์บอกว่ายิ่งเป็นห่วงเศรษฐกิจมากขึ้น เนื่องจากเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจเดือน ก.พ. 2557 ทั้งการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน การลงทุนภาคเอกชน และการผลิตภาคอุตสาหกรรม ยังขยายตัวลดลง จนทำให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจจาก 45% เป็น 34% ขณะเดียวกันทางสถาบันการเงินภาคเอกชนก็ปรับประมาณการเศรษฐกิจโตเพียง 12%

ยิ่งลักษณ์ ยังบอกว่า การส่งออกที่ฟื้นตัวไม่เพียงพอชดเชยการลงทุนการบริโภคในประเทศที่หายไป ส่วนการท่องเที่ยวก็ลดลงจากปัญหาการเมือง และปัญหาการเมืองทำให้การเลือกตั้งช้า จึงจัดทำงบประมาณปี 2558 ไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2558 ต่ำกว่าที่คาดไว้ จึงได้สั่งการให้มีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 เท่าที่ทำได้ โดยให้กระทรวงการคลังรายงานผลการจัดเก็บรายได้ที่ต่ำกว่าเป้า

ยิ่งลักษณ์ ยังทิ้งท้ายรายงานการประชุม ครม.เศรษฐกิจว่า ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างความมั่นคงทางการเมืองให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน หลังจากนั้นเชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยมีโอกาสขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องแน่นอน

จากการรายงานการประชุม ครม.เศรษฐกิจผ่านเฟซบุ๊กนายกรัฐมนตรี จะเห็นได้ว่ายิ่งลักษณ์ได้โยนปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไปที่ปัญหาการเมือง การจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ก็ต้องแก้ปัญหาการเมืองก่อน ทำให้หลายฝ่ายมองว่ายิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลรักษาการอยู่ในขณะนี้กำลังจับเศรษฐกิจไทยเป็นตัวประกันทางการเมือง กดดันให้มีการเลือกตั้งตามที่ฝ่ายของตนเองต้องการ

น่าสังเกตว่ายิ่งลักษณ์ได้ใช้ความพยายามบรรยายให้ภาพเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการเมืองในลักษณะเลวร้ายเกินความเป็นจริง ทั้งๆ ที่ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีการส่งสัญญาณมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนที่มีปัญหาการเมืองที่ผ่านมาเท่านั้น แต่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นปี 2556 ที่ยิ่งลักษณ์ยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจในการบริหารเต็มที่ แต่ไม่ได้ทำการแก้ไข เพราะยุ่งแต่การออกกฎหมายล้างผิด ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญทำให้ปัญหาการเมืองยืดเยื้อมาถึงทุกวันนี้

ย้อนกลับไปดูเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2556 ขยายตัวได้ 5.3% ลดลงจากไตรมาส 4 ปี 2555 ที่เติบโตถึง 18.9% หลังจากนั้นไตรมาส 2 ปี 2556 เศรษฐกิจก็ยังขยายตัวลดลงอีก เหลือ 2.8% ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน ในทางเทคนิคถือว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่รัฐบาลก็ไม่ได้มีการออกมาตรการแก้ไขใดๆ ออกมา และยังออกมาแก้ต่างดื้อๆ ว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ทั้งที่ตัวเลขฟ้องอยู่เต็มตา

ในที่สุดเศรษฐกิจไทยก็ทรุดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากตัวเลขไตรมาส 3 ปี 2556 ที่ขยายตัว 2.6% ลดลงต่อเนื่อง และไตรมาส 4 ปี 2556 อัตราขยายตัวเหลือเพียง 0.6% แม้การเมืองจะมีผลบ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อย เพราะการชุมนุมประท้วงเริ่มในเดือน พ.ย. สุดท้ายเศรษฐกิจไทยที่ประสบปัญหาตั้งแต่ต้นส่งผลให้ปี 2556 ทั้งปีเติบโตเพียง 2.9% จากเดิมที่คาดว่าจะโตถึง 45%

ตัวเลขข้างต้นชี้ว่าเศรษฐกิจชะลอตัวมาตั้งแต่ต้นปี 2556 ไม่ได้เพิ่งมาชะลอเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา หลังเกิดการชุมนุมขับไล่รัฐบาล

การชะลอตัวของเศรษฐกิจปี 2556 มีสาเหตุสำคัญมาจากกำลังซื้อภายในประเทศลดลง เพราะมาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจของรัฐบาลหมดฤทธิ์ โดยเฉพาะโครงการรถคันแรกที่เร่งซื้อรถกันมโหฬารกว่า 1 ล้านคันทั่วประเทศ ในปี 2555 จนกำลังซื้อในปี 2556 หดตัวลง ขณะที่การส่งออกที่เคยขยายตัวได้ดี ก็แทบไม่ขยายตัวเลยจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว และรัฐบาลไม่สามารถหามาตรการมาแก้ไขได้

สำหรับเศรษฐกิจปี 2557 ก็ไม่ได้เกิดจากปัญหาการเมืองเพียงอย่างเดียวเช่นกัน ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารที่ผิดพลาดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่เห็นได้ชัดคือการนำงบลงทุนที่ควรอยู่ในงบประมาณปี 2557 ไปยัดใส่ไว้ใน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เมื่อ พ.ร.บ.ล่ม เงินที่ควรจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจก็สูญไป ขณะที่งบน้ำจาก พ.ร.ก.น้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลบอกว่าเร่งด่วน มีความพร้อมดำเนินการ แต่ผ่านมา 3 ปี ก็ยังลงทุนไม่ได้ เบิกงบไม่ได้

ปัญหาทั้งหมดนี้รัฐบาลรู้ดี แต่ไม่ยอมแก้ไข ไม่ยอมรับผิด กลับโยนปัญหาทั้งหมดไปที่การเมืองเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ ยิ่งลักษณ์บอกว่าสั่งการให้มีการเร่งเบิกจ่ายงบปี 2557 ทั้งที่กรมบัญชีกลางแจ้งมาหลายเดือนแล้วว่ามีงบลงทุน 1.7 แสนล้านบาท ที่เบิกจ่ายไม่ได้ เพราะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไม่กล้าเซ็น และกรมบัญชีกลางได้ทำหนังสือเวียนไปแล้ว ยืนยันว่าลงนามได้ เพราะเป็นงบที่ได้รับการอนุมัติก่อนยุบสภา

ทางแก้เรื่องงบประมาณจึงง่าย โดยยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี เรียกรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงมาจี้เป็นรายตัวเพื่อเร่งรัดเบิกจ่าย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรออกมา

หรือการสั่งให้ติดตามการเก็บรายได้ที่ต่ำเป้า ยิ่งลักษณ์ก็รู้อยู่ว่ามาจากนโยบายของรัฐบาลเอง ทั้งการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% สูญเงินภาษีปีละ 1.5 แสนล้านบาท แต่ไม่ช่วยขยายฐานภาษีนิติบุคคลให้เพิ่มขึ้น กรมสรรพากรต้องไล่กวาดไล่ต้อนภาษีรายเล็กรายน้อยมาโปะภาษีรายใหญ่จ้าละหวั่น เนื่องจากรัฐบาลไม่ยอมขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะกลัวกระทบคะแนนเสียงทางการเมือง

ข้อมูลทั้งหมดนี้ชัดเจนว่าเศรษฐกิจมีปัญหามานานก่อนเกิดปัญหาการเมือง ล่าสุดธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) มองว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวได้ 3.5% จากการส่งออกที่จะโตถึง 9% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวและค่าเงินบาทอ่อน แสดงให้เห็นว่าการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในปีนี้ ในฐานะรัฐบาลรักษาการก็สามารถสนับสนุนการขยายตัวการส่งออกได้ โดยผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานให้หนักขึ้น เข้มแข็งขึ้น แต่รัฐบาลก็ไม่ขยับอะไร จนเสียเวลาเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

ในเมื่อปัญหาเศรษฐกิจเวลานี้ไม่ได้มาจากผลกระทบทางการเมืองอย่างเดียว รัฐบาลรักษาการจึงมีหน้าที่และมีช่องทางที่จะดูแลฟื้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นหรือให้แย่น้อยลงได้ เพียงแต่รัฐบาลต้องหยุดดราม่าเรื่องเศรษฐกิจเพื่อหวังผลทางการเมืองเสียก่อน หากทำไม่ได้เศรษฐกิจก็จะแย่จริงๆ อย่างที่รัฐบาลพยายามดราม่าให้มันแย่ในที่สุด

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล