
ทหารของประชาชน (2)
ในเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 ทหารของประชาชน 5 คนต้องตายด้วยน้ำมือของประชาชน ขณะนี้เมษา 4 ปีให้หลัง ก็มีชุมนุมใหญ่ทางการเมืองอีกครั้ง
ในเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 ทหารของประชาชน 5 คนต้องตายด้วยน้ำมือของประชาชน ขณะนี้เมษา 4 ปีให้หลัง ก็มีชุมนุมใหญ่ทางการเมืองอีกครั้ง
ต่างกันที่ปี 2553 มวลชนได้รับเบี้ยเลี้ยง มีปฏิบัติการของกองกำลังติดอาวุธ “ชายชุดดำ”จากบริเวณของผู้ชุมนุม ศาลตัดสินว่าการชุมนุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปี 2557 มวลชนไม่มีเบี้ยเลี้ยงมีร่วมแต่ลงขัน และเป็นฝ่ายถูกยิงบาดเจ็บเสียชีวิต ศาลคุ้มครองการชุมนุมว่าอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ
เหมือนกันที่มวลชนต่างเรียกร้อง “ประชาธิปไตย” แต่เป็นคนละด้าน ปี 2553 คนเสื้อแดงบอกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคใหญ่ที่สุดแต่กลับตั้งรัฐบาลผสม เขามาทวงคืน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรที่รักและถูกกระทำด้วยรัฐประหารและการตัดสินของศาล ปี 2557 มวลมหาประชาชนบอกว่ารัฐบาลที่ชนะเลือกตั้งของฝ่ายทักษิณไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะทำตัวอยู่เหนือกฎหมายและทุจริตคอร์รัปชั่นมากเป็นประวัติการณ์ มวลชนจำนวนมากออกมาปกป้องพระมหากษัตริย์ที่พวกเขารักและถูกกระทำด้วยการดูหมิ่นใส่ร้าย
บทบาทของตำรวจใน 2 เหตุการณ์ชัดเจน อยู่ข้างทักษิณตลอด ..แล้วของทหาร ?
ในปี 2553 ทหารปฏิบัติการสนับสนุนรัฐบาลประชาธิปัตย์ เพราะชอบธรรมแต่ไม่สามารถพึ่งพาตำรวจได้ เนื่องจากอารยะขัดขืนของ “ตำรวจมะเขือเทศ” แต่ใน ปี 57 ตำรวจเป็นกำลังที่แข็งขันของรัฐบาล
มวลมหาประชาชนอยากให้ทหารออกมาไล่รัฐบาล แต่ทหารวางตัว “เป็นกลาง” โดยอยู่ในกรอบของกฎหมาย
ไม่มีรัฐประหารอย่างที่มวลชนเสื้อแดงกลัว แต่บางคนคาดว่าทักษิณเองอาจจะอยากให้รัฐประหารก็ได้ เพราะหากต้องหลุดจากอำนาจ “หลุดเพราะถูกรัฐประหาร” จะหาการสนับสนุนจากต่างประเทศและจากมวลชนในประเทศ ง่ายกว่า “หลุดเพราะถูกตัดสินว่าทุจริตหรือทำผิดกฎหมาย” แม้จะเริ่มมีการสร้างกระแสล่วงหน้าว่าคำตัดสินต่างๆจะไม่เป็นธรรมอีกแล้ว
ในช่วงต้นๆของการชุมนุม ทหารได้เข้าไปช่วยนักศึกษารามคำแหงที่ถูกเสื้อแดงโจมตี ได้จัดให้มีการพูดคุยระหว่างนายกยิ่งลักษณ์กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แม้จะไม่คลี่คลายสถานการณ์แต่นั่นเป็นวันที่ทหารพูดว่าจะ “อยู่ข้างประชาชน”
เมื่อเกิดความรุนแรงมากขึ้น ทหารก็ได้จัดหน่วยพยาบาลแนวหลังศึกแก๊สน้ำตา จุดช่วยเหลือรอบที่ชุมนุมสวนลุมพินี เมื่อมีการประกาศแยกดินแดนล้านนา ทหารก็ไปแจ้งความตามกฎหมาย และเมื่อ 2 ก.พ. ทหารก็ออกมาป้องปรามไม่ให้เกิดม๊อบชนม๊อบ
ต่อการเรียกร้องให้ข้าราชการทุกหมู่เหล่าออกมาอยู่ “ข้างประชาชน” ให้เลิกรับคำสั่งจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ขาดความชอบธรรมแล้ว มีการเปรียบเปรยว่าทหารเป็นเสมือนลูกจ้างบริษัทจะไปไล่ผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าของบริษัทไม่ได้
ถ้ามองลึกลงไป ทหารเป็นลูกจ้าง มีรัฐบาลเป็นผู้บังคับบัญชา แต่เจ้าของบริษัทคือประชาชน บริษัทประเทศไทยมีระบบเลือกตั้งเลือกคัดสรรผู้บังคับบัญชา และมีกฎหมายมีองค์กรถ่วงดุลที่ควบคุมการบริหารงาน
ถ้ารัฐบาลทำผิดกฎหมายก็สมควรพ้นจากตำแหน่ง แต่ทหารไม่มีหน้าที่ตัดสิน
ทหารได้ช่วยพยุงสถานการณ์เพื่อรอให้เกิดความชัดเจนทางกฎหมาย ให้ทุกอย่างคลี่คลายตามเนื้อผ้า
ผบ.ทบ.ได้กล่าวว่า “ผมจำเป็นต้องรักษาสถานภาพผม เพื่อจะต้องทำงานทุกงานให้ได้” ยังไม่มีใครรู้ว่าอะไรคืองานที่ทหารจะต้องทำต่อไป ที่ผ่านมา หากทหารไม่ “เป็นกลาง” การประท้วงของมวลมหาประชาชนก็คงถูกสลายไปแล้ว
จากอดีตที่เคยมีเผด็จการทหาร ปัจจุบันทหารได้มีส่วนช่วยสกัดกั้นเผด็จการรัฐสภา แม้รัฐประหาร 2549 ไม่ได้นำไปสู่เผด็จการ แต่หากทหารล้มกระดานอีกครั้งก็รังแต่จะพาประเทศถอยหลัง และอาจเกิดสงครามกลางเมือง
ในระยะยาว ประชาธิปไตยจะนำสู่สันติสุขและความเจริญของทุกภาคส่วน หากธุรกิจการเมืองและประชานิยมสุดโต่งจะเสื่อมหรือสูญไป
ความลงตัวทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ หาก (1)ธุรกิจการเมืองยอมรับกฎหมายและการตรวจสอบถ่วงดุล ต้องอยู่ในกรอบไม่ใช่มาครอบประชาธิปไตย หรือ (2)ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ตกเป็นเครื่องมือของธุรกิจการเมือง
ต้องมีการเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ค่านิยมทางจริยธรรม และแก้ไขความเหลื่อมล้ำทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการบังคับใช้กฎหมาย หากไม่มีการปฏิรูปก็ต้องมีวิวัฒนาการไปจนประชาชนมีความเข้มแข็งรู้ทันนักการเมือง
ถ้ากองทัพจะเป็น “ทหารของประชาชน” อย่างแท้จริง ก็ควรวิวัฒนาการเพิ่มความโปร่งใส และส่งเสริมประชาธิปไตยในหมู่ทหารชั้นผู้น้อย ให้สามารถตัดสินใจเลือกตั้งตามวิจารณญาณของตน ไม่ถูกชี้นำโดยผู้บังคับบัญชาระดับกลาง ซึ่งไม่ชอบธรรมและอาจผิดกฎหมายเลือกตั้ง
ในระยะสั้น ไม่ว่าจะเกิดสงครามประชาชนหรือสูญญากาศทางการเมือง ถึงแม้ฝ่ายต่อต้านทักษิณชนะ เรื่องก็จะไม่จบ เพราะยังไม่ลงตัว บ้านเมืองจะอยู่ในวังวนของการประท้วงเหมือนปี 53 หรือ 57 ไปอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะประชาชนและนักการเมืองจะเปลี่ยนสู่ความลงตัวระยะยาว
วิกฤตวันนี้จะจบอย่างไรขึ้นอยู่กับคำตัดสินของศาลและปปช. และการตัดสินใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ และนายสุเทพ
คงยากที่ฝ่ายใดจะชนะขาด อาจจะต้องมีการเจรจา เพื่อป้องกันความสูญเสียที่ใหญ่หลวง เพราะสังคมไทยไม่เคยแตกแยกขนาดนี้
ถ้าทหารยึดหลักกฎหมาย “งานที่จะต้องทำให้ได้” ก็คงเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ตราบใดที่ผู้นำทหารเป็น “ทหารของประชาชน” อย่างใน 6 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีโอกาสรอดและจะกลับมารุ่งอีกครั้งแน่นอน
976 => 956 vs 950 words excl.title # ลงในโพสต์ทูเดย์ พุธ 21 เม.ย.57







