
"ชินวัตร" เลิกการเมืองเกมโยนหินถามทาง ลดแรงต้าน
สัญญาณรอบใหม่จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ สะท้อนผ่านอดีต สส.เพื่อไทย รัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี
โดย...ทีมข่าวการเมือง
สัญญาณรอบใหม่จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ สะท้อนผ่านอดีต สส.เพื่อไทย รัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี และคนใกล้ชิดที่เดินทางไปหารือสถานการณ์การเมืองที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า คนในตระกูลชินวัตรพร้อมเลิกเล่นการเมือง ถ้าทุกฝ่ายคืนความยุติธรรมให้ประเทศแล้วทำให้ประเทศสงบ กำลังถูกมองว่าเป็นเพียงแค่ความพยายามลดแรงเสียดทานในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง
เริ่มตั้งแต่ที่มาที่ไปของข้อความดังกล่าวซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านมาทางคนสนิท จนไม่อาจยืนยันความถูกต้องได้ชัดเจน แม้จะมีคนรอบตัวออกมาให้การยืนยันแบ่งรับแบ่งสู้ว่า เนื้อหาที่ปรากฏออกมามีเค้าความจริง แต่ก็ยังไม่อาจปักใจเชื่อได้เสียทั้งหมด
นอกจากนี้ “เงื่อนไข” ที่กำหนดให้ทุกฝ่ายคืนความยุติธรรมให้ประเทศ ถือเป็นเงื่อนไขที่กว้างเสียจนยากจะระบุได้ว่า ความยุติธรรมที่ว่านี้คืออะไร อย่างไหนถึงเรียกว่ายุติธรรม เพราะด้วยมุมมองท่ามกลางสภาพความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่รุนแรงเวลานี้ ยากจะหาข้อสรุปที่จะทำให้แต่ละฝั่งฝ่ายยอมรับร่วมกัน
อีกทั้งขอบเขตของความยุติธรรมที่ว่าจะหมายรวมไปถึงกรณีใดบ้าง โดยเฉพาะทั้งคดีวินิจฉัยสถานภาพนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากปมปัญหาการโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรีพ้นตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ไปจนถึงคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
หากทั้งสองคดีดังกล่าวออกมาว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีความผิดต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ หรือถูก ป.ป.ช.ชี้มูลจนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นไปตามพยานหลักฐานจากการไต่สวน จะนิยามว่าเป็นความยุติธรรมหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาทั้งเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยประกาศตัวออกมาดักคอไม่ยอมรับผลของคำวินิจฉัยล่วงหน้า นั่นยิ่งตอกย้ำว่าเงื่อนไขนี้คงยากจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
ที่สำคัญ หากเจาะดูรายละเอียดเนื้อหาคำพูด มีหลายประเด็นที่ขัดแย้งในตัวเองทั้งประเด็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์การเมือง และประเมินแนวโน้มจะเกิดความรุนแรง พร้อมเตือนให้คนเสื้อแดงหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้าม แต่อีกด้านหนึ่งกลับระบุให้แสดงพลังเต็มที่
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ “สัญญาณ” จาก พ.ต.ท.ทักษิณ รอบนี้จะถูกมองว่าเป็นการข่มขู่องค์กรอิสระ ซึ่งจะมีคำวินิจฉัยสถานะนายกฯ เร็วๆ นี้
ยิ่งหากดูท่าทีของกลุ่มคนเสื้อแดงเวลานี้ตั้งแต่ชุมนุม นปช.ลั่นกลองรบ มาจนถึงการซ้อมใหญ่ที่ถนนอักษะ วอร์มมวลชน รอจังหวะเคลื่อนไหว ควบคู่ไปกับท่าทีของแกนนำที่ปลุกใจบนเวที คงยากจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
สอดรับกับอีกปีกหนึ่งของกลุ่มคนเสื้อแดง ในนามอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.) ภายใต้การนำของแรมโบ้อีสานสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ที่ฝึกอบรมสมาชิกไปแล้วหลายหมื่นคน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกศิลปะป้องกันตัว การต่อสู้ด้วยมือเปล่า และฝึกระเบียบวินัยเหมือนกับทหาร ควบคู่ไปกับการปฐมพยาบาล การเป็นกำลังหนุนเรื่องเสบียง พร้อมได้จัดการสวนสนามแสดงแสนยานุภาพเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ก่อนส่งมวลชนกลับไปสแตนด์บายรอที่ฐานที่มั่นของแต่ละจังหวัด และให้รอฟังการพิจารณาขององค์กรอิสระ หรือศาลรัฐธรรมนูญที่จะตัดสินคดีต่างๆ หากพิจารณาด้วยความไม่ชอบธรรม ซึ่งส่งผลให้เกิดการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย และล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งหากมีการทำปฏิวัติรัฐประหารในช่วงนี้ ก็พร้อมที่จะเรียกให้ อพปช.ทั้งหมดเดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงพลังปกป้องประชาธิปไตย และปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยชีวิต
ไม่ต่างจากท่าทีของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ซึ่งระบุว่า หากศาลรัฐธรรมนูญหรือ ป.ป.ช. ตัดสินคดีนายกฯยิ่งลักษณ์ เกินขอบเขตอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด อาจจะนำพาบ้านเมืองไปสู่การนองเลือด หรือการปฏิวัติรัฐประหารเหมือนปี 2549 แม้ไม่ทราบว่าจะมีปฏิวัติหรือไม่ แต่จะมีประชาชนทั้งประเทศจะไม่พอใจและไม่ยอมรับ
มาจนถึงกระแสข่าวปฏิวัติที่คนใกล้ชิดอ้างอิงมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดการปฏิวัติ ภายหลังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุถึงขั้นที่ว่าคนดำเนินการไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. แต่มาจากความพยายามจากอดีตนายพลผู้ทรงอิทธิพลจากบูรพาพยัคฆ์ ที่จัดหาคนมาดำเนินการแทน
ทั้งที่ในข้อเท็จจริงคงเป็นไปได้ยากที่หากมีการปฏิวัติจริง ผบ.ทบ. จะไม่รับรู้รับทราบการดำเนินการ ปล่อยให้อดีตบิ๊กบูรพาพยัคฆ์มาเป็นคนบัญชาการโดยไม่ผ่าน ผบ.ทบ.
แต่ไม่ต่างจากการปูดข่าวเรื่องกระแสปฏิวัติครั้งก่อนๆ ที่ถูกมองว่าเป็นเพียงการออกมาดักคอ ตีกันไม่ให้ “กองทัพ” คิดจะใช้จังหวะช่วงชุลมุนออกมากระทำการใดๆ นอกระบบ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองที่เปราะบางขณะนี้
ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่กำลังเข้าสู่สภาวะตีบตันยากจะหาทางออก สัญญาณจาก พ.ต.ท.ทักษิณ รอบนี้ จึงถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การลดแรงเสียดทานที่รุมเร้านายกฯ ยิ่งลักษณ์ ควบคู่ไปกับการหยั่งกระแสเปิดประตูเจรจาต่อรอง หรือหาจุดร่วมที่ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับได้ กับการเดินหน้าพาประเทศออกจากวิกฤตรอบนี้







