
การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ขบวนการแรงงาน (ตอนที่ 2 )
ตอนนี้จะกล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ขบวนการแรงงานไทยอ่อนแอ คือ การขาดความคิดเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Thinking) ในการรวมตัวและการสร้างอำนาจการต่อรอง การขาดความคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่กล่าวถึงนี้ หมายถึงการที่ขบวนการแรงงาน “ขาดเป้าหมายร่วมกัน” ขาดอุดมการณ์ที่เป็นเอกภาพ
ตอนนี้จะกล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ขบวนการแรงงานไทยอ่อนแอ คือ การขาดความคิดเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Thinking) ในการรวมตัวและการสร้างอำนาจการต่อรอง การขาดความคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่กล่าวถึงนี้ หมายถึงการที่ขบวนการแรงงาน “ขาดเป้าหมายร่วมกัน” ขาดอุดมการณ์ที่เป็นเอกภาพ
เมื่อไม่มีเอกภาพของเป้าหมายและอุดมการณ์ แนวทางที่เดินไปก็สะเปะสะปะ คนละทิศคนละทาง ขาดพลังร่วม ขาดพันธมิตร บนเส้นทางที่ต่างคนต่างเดินนี้ ส่วนใหญ่ก็ไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน ไม่มีกรอบและกลยุทธ์เป็นการแสดงออกเฉพาะหน้า เป็นปฏิกิริยาตอบโต้สถานการณ์ที่ถูกกระทำเป็นครั้งๆ ไป ไม่มีการร่วมกันวางแผน ไม่มียุทธศาสตร์การต่อสู้ทางความคิด (War of Position) เพราะขาดพันธมิตรที่เป็นปัญญาชน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญญาชนที่พร้อมจะสละตัวเอง ทำงานร่วมกับขบวนการแรงงานมีน้อยมาก ดังนั้นการต่อสู้ขับเคลื่อนจึงมักจะตกอยู่ในสภาพมีแต่ตัวหัวไม่มี หรือในบางกรณีการต่อสู้ของผู้นำแรงงานก็มีลักษณะมีแต่หัวตัวไม่มี เพราะขาดการมีส่วนร่วมจากคนงานพื้นฐาน
ปัญหาจากขุนนางแรงงาน (Labour Aristocrats) พวกขุนนางแรงงานและแรงงานคณาธิปัตย์ เป็นจักรกลสำคัญที่ทำให้แรงงานอ่อนแอ แตกแยก แต่พวกนี้ก็มักจะใช้องค์กรแรงงานเป็นเครื่องมือไปสร้างภาพแก่สังคม เช่น มีพวกขุนนางแรงงานคนหนึ่ง ที่วงการแรงงานขนานนามว่า “อ้วนเหมือนหมูตอน นอนเหมือนหมูตาย มีเชื้อโรคร้ายเหมือนหวัดหมู”
ขุนนางแรงงานคนนี้มักจะอวดอ้างต่อสังคมว่า องค์กรแรงงานของตนมีสมาชิกเป็นล้าน ในขณะที่สมาชิกแรงงานทั่วประเทศรวมทุกองค์กรแล้วมีไม่ถึง 6 แสนคน แต่เนื่องจากสังคมส่วนใหญ่ไม่รู้ ไม่เข้าใจเรื่องแรงงานก็อาจจะเชื่อตามไป เป็นต้น
ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ การเกิดกลุ่มคน “นักประชุม” เพื่อเติมเต็มให้โครงการการจัดประชุมเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นได้และลุล่วงไปได้ กลายเป็นทักษะของผู้นำเหล่านี้ที่จะรวบรวมสมัครพรรคพวกไว้จำนวนหนึ่ง และจะเข้าร่วมประชุมกันเกือบทุกกิจกรรมที่จัดการประชุม และพัฒนาไปสู่ “ประชุมเพื่อการประชุม” แทบจะไม่มีผลต่อการรับรู้ หรือพัฒนาความคิดใดๆ อย่างมีนัยสำคัญ และแทบจะไม่ได้มีการนำผลของการประชุมนั้นๆ ไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติภารกิจของคนส่วนมากหรือของขบวนการโดยรวม
ขุนนางชาวบ้านและขุนนางแรงงาน เมื่อได้เลือกเลื่อนฐานะของตัวเองขึ้นมาเป็นแกนนำ ได้รับความไว้วางใจจากแหล่งทุน (โดยเฉพาะแหล่งทุนที่นิยมจัดประชุม) พวกขุนนางเหล่านี้ค่อยๆ เรียนรู้ช่องทางและโอกาสที่จะแสวงหาส่วนเกิน หรือสร้างส่วนเกินจากค่าใช้จ่ายจริง แล้วเบียดบังเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะค่ารถ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ที่มักจะกำหนดอัตราจากที่จ่ายจริง หรือขุนนางนักประชุม (เป็นอาชีพ) บางคนใช้วิธีขับรถมาเอง แต่มากันหลายคน ทุกคนจะขอเบิกค่าขับรถมาเองทุกคน แต่ครั้นให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบว่าขับรถคันไหนมาก็บอกไม่ได้ ครั้นไม่เบิกเงินให้ก็จะโกรธ อย่างนี้ก็มี
ที่อธิบายมาทั้งหมด เรื่อง Labor Aristocrat (ขุนนางแรงงาน) ก็เพื่อวิเคราะห์ให้เห็นในเชิงทฤษฎีว่า มนุษย์ทุกคนมีความโลภ มีความเห็นแก่ตัว หรือที่ปราชญ์เศรษฐศาสตร์เรียกว่า มีผลประโยชน์ส่วนตน (Self Interest) ทางศาสนาพุทธก็สอนว่า มนุษย์มีความโลภไม่สิ้นสุด
ดังพุทธพจน์ที่ว่า นัตถิ ตัณหา สมา นที (ไม่มีแม่น้ำสายใด ที่จะกว้างใหญ่เท่าความโลภของมนุษย์) ขณะเดียวกันปราชญ์ทางเศรษฐศาสตร์ คือ Adam Smith ก็พบว่ามนุษย์ทุกคนมีสำนึกเชิงจริยธรรมอยู่ด้วยกันทั้งนั้น Adam Smith ได้พูดถึงสำนึกเชิงจริยธรรมของมนุษย์ไว้ในหนังสือเรื่อง The Theory of Moral Sentiment
ดังนั้น ปัจจัย 8 ประการดังที่กล่าวมา คือ สาเหตุที่ทำให้ขบวนการแรงงานไทยอ่อนแอ การที่จะสร้างความเข้มแข็งให้แก่ขบวนการแรงงาน ก็จำเป็นต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงปัจจัยทั้ง 8 ประการนั้น
การสร้างความเข้มแข็งแก่ขบวนการแรงงาน ที่เป็นผลจากการทำงานของโครงการ โดยการสร้างปัจจัยด้านความคิด ให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ รู้จักคิด รู้จักตั้งคำถาม รู้จักสำรวจปัญหา และระดมสมองเพื่อค้นหาแนวทางในการแก้ปัญหา โดยเริ่มจากปัญหาใกล้ตัว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในครอบครัว ในโรงงาน และเชื่อมโยงไปสู่เรื่องใหญ่ๆ ระดับนโยบายสาธารณะ ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว ไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้าง ความสัมพันธ์ในชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ–ประชาชน
กระบวนการพัฒนาความคิดนี้ ได้ก่อให้เกิดผู้นำแรงงานรุ่นใหม่ที่เริ่มจาก “ความไม่รู้ ไม่ได้คิด ไม่ได้คิด ไม่เคยคิด” ไปสู่การได้รับรู้ ได้คิด และครุ่นคิด ที่จะพัฒนาขบวนการแรงงานให้เข้มแข็ง โดยเริ่มจากแรงงานในโรงงานตัวเอง สู่การร่วมมือกับแรงงานนอกระบบในชุมชนขยายไปสู่ระดับจังหวัด และระดับประเทศ
ผู้นำรุ่นใหม่นี้มีประมาณ 10 คน โดยทางโครงการคิดและพัฒนามาจากแกนนำทั้งหมด 50–60 คน แกนนำประมาณ 10 คนนี้ ได้เริ่มบทบาทใหม่ของขบวนการแรงงาน คือ การขับเคลื่อนขบวนการแรงงานบนฐานสร้าง โดยการสร้างฐานเศรษฐกิจแรงงานด้วยอาชีพเสริม ทั้งการผลิตและการขายสินค้าบางชนิด (ข้าวสาร เสื้อผ้า ขนม บัตรเติมเงิน)
ขณะเดียวกัน ก็มุ่งมั่นในการสร้างชุมชนคนโรงงาน (Plant Community) โดยการสร้างหมู่บ้านคนงานบนพื้นที่ 45 ไร่ ที่ประกอบด้วยที่อยู่อาศัย (ประมาณ 100 ครัวเรือน) พื้นที่ผลิตอาหาร (พืชผักและสัตว์เลี้ยง) 30 ไร่ มีศูนย์เลี้ยงเด็กและพัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาทักษะและการศึกษานอกโรงเรียน ห้องสัมมนา และศูนย์บริการจัดการของสหภาพแรงงานและขบวนการแรงงานในระดับจังหวัด ศูนย์จัดการและพัฒนาวิสาหกิจแรงงานระดับจังหวัดที่เชื่อมต่อกับจังหวัดอื่นๆ
โครงการชุมชนคนโรงงานกำลังขับเคลื่อนไปสู่การจัดซื้อที่ดินในเดือน ต.ค. 2554 ด้วยเงินออมของคนงานเอง ที่ได้ร่วมกันออมมาประมาณ 9 เดือนแล้ว และคาดว่าสิ้นเดือน ธ.ค. 2554 จะได้เงินพอที่จะชำระค่าที่ดินงวดสุดท้ายได้หมด แม้ว่าจะพัฒนาไปได้ค่อนข้างช้า แต่ก็ได้เกิดผู้นำรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพดังที่กล่าวไปแล้ว







