posttoday
ลดขนาด-ทอนอำนาจกองทัพ

ลดขนาด-ทอนอำนาจกองทัพ

21 เมษายน 2557

กองทัพถือเป็นแดนสนธยาที่ฝ่ายการเมืองไม่อยากเข้าไปยุ่มย่ามจนเกือบจะเป็นองค์กรที่ขาดการตรวจสอบจากภายนอก

โดย...ทีมข่าวการเมือง

กองทัพถือเป็นแดนสนธยาที่ฝ่ายการเมืองไม่อยากเข้าไปยุ่มย่ามจนเกือบจะเป็นองค์กรที่ขาดการตรวจสอบจากภายนอก จนปล่อยให้เกิดปัญหาในการบริหารงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งขนาดที่ใหญ่อุ้ยอ้าย ภาระงานที่ซ้ำซ้อน การปฏิรูปกองทัพไปจนถึงหน่วยงานด้านความมั่นคง จึงถือเป็นอีกโจทย์สำคัญ

ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การปฏิรูปงานด้านกิจการความมั่นคงต้องทำควบคู่กับส่วนอื่นๆ หลายองค์กร ทั้ง กองทัพ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตำรวจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงโดยเฉพาะด้านต่างประเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เพื่อรองรับงาน “มั่นคงในบริบทใหม่”

การปฏิรูปเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีรายละเอียดเยอะ ซับซ้อน สามารถแบ่งเป็น 3 โมเดลง่ายๆ

โมเดลที่ 1 ทำให้กองทัพมีขนาดเล็กลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดกำลังพลให้กองทัพส่วนใหญ่ โดยแปลงกำลังไปดูแลงานด้านภัยคุกคามภายนอก มีความสามารถในการสู้รบหากเกิดสงคราม อาจมีจำนวนน้อยแต่ให้มีอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัย

ทั้งนี้ ส่วนกำลังที่เหลือโอนมาอยู่ที่หน่วยอื่นอย่าง กอ.รมน. ดูงานด้านความมั่นคงภายใน แบ่งกำลังตามแนวชายแดนใหม่ ยกระดับตำรวจตระเวนชายแดนให้ดูแลงานชายแดนได้มากขึ้น ส่วนกิจการยามฝั่งแยกออกจากกองทัพเรือ ให้กองทัพเรือไปเตรียมรบภัยทางทะเลลึก

“โมเดลนี้เกิดได้ยากที่สุดเพราะเป็นโมเดลที่ก้าวหน้ามากที่สุด แต่หาแรงจูงใจทางการเมืองทางการทหารผลักดันได้น้อยที่สุด แต่จะทำให้ประเทศเข้มแข็งสุดใน 20 ปีข้างหน้า” ปณิธาน กล่าว

โมเดลที่ 2 ปรับเล็ก ลดกำลังลงไม่มาก และอิทธิพลกองทัพยังมีอยู่ ให้ กอ.รมน.เป็นส่วนต่อส่วนขยาย และยุบบางหน่วยงาน ปรับ พ.ร.บ.กลาโหมฯ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่จะไม่สามารถลดงบประมาณได้มากเหมือนกับรูปแบบแรก เพราะงบประมาณส่วนใหญ่เป็นงบประจำ 70% ต่างจากแบบแรกที่งบลงทุน 70% และงบส่วนของกำลังพล 30%

อย่างไรก็ตาม รูปแบบนี้อิทธิพลของกองทัพยังมีอยู่มาก ขนาดกองทัพยังใหญ่อุ้ยอ้าย หน่วยงานที่ซ้ำซ้อนลดลงไปบ้าง แต่ไม่สอดคล้องกับภัยคุกคามสมัยใหม่

โมเดลที่ 3 ยังไม่มีการพูดคุยกัน แต่อาจต้องจัดเวิร์กช็อปเพื่อพบกันครึ่งทาง เช่น ทำให้ กอ.รมน.เข้มแข็งกว่านี้ มีโครงสร้างอิสระ ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มกองบัญชาการกองทัพไทยให้จริงจังขึ้น ลดขนาดกองทัพบกและตำรวจ

ปณิธาน กล่าวว่า อีกส่วนที่ต้องทำในการปฏิรูปงานด้านความมั่นคง คือ อาจมีการตั้งหน่วยงานใหม่ดูแลคดีด้านความมั่นคง อาจจะเป็นสำนักงานพิเศษในศาล เกี่ยวข้องกับเรื่องการใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯ เพราะคดีความมั่นคงมีปัญหาเยอะในพื้นที่ภาคใต้และพื้นที่อื่นๆ

ทั้งหมดนี้ถือเป็นจังหวะดีที่จะมีการผลักดันการปฏิรูปงานด้านความมั่นคง ซึ่งจะต้องมีแรงผลักดันจากฝ่ายการเมือง ฝ่ายประชาชนไม่ว่า กปปส. เสื้อแดง ไปจนถึงอดีตผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานด้านความมั่นคง เพราะผู้บัญชาการปัจจุบันไม่มีแรงจูงใจในการปฏิรูปและอาจมีผลกับลูกน้องทำให้ตัวเองมีปัญหา

ด้าน ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า ปัญหาของกองทัพหลัง พ.ศ. 2549 คือขนาดที่ใหญ่ขึ้น ทั้งในแง่งบประมาณ กำลังพล และตำแหน่งนายทหารระดับสูงที่มากเกินจำเป็น สวนทางกับความพยายามก่อนปี 2549 ที่จะทำให้ขนาดกองทัพเล็กลง ขณะที่ประเทศไทยไม่มีข้อขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน ไม่มีแนวโน้มเกิดสงครามขนาดใหญ่

ทั้งนี้ บทบาทและภารกิจของกองทัพไม่สมเหตุสมผลและไม่จำเป็นมีงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ไทยเสียโอกาสนำงบประมาณไปทำเรื่องอื่นๆ ทั้ง สาธารณสุข การศึกษา สถาบัน Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) ของสวีเดน ระบุว่า งบประมาณกองทัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกมานาน ถ้าไทยจะเทียบเคียงกับประเทศเหล่านี้ก็จะทำให้มุมมองบิดเบี้ยว

ศิโรตม์ กล่าวว่า อำนาจการโยกย้ายภายในกองทัพอยู่ในหมู่ผู้นำกองทัพเพียงกลุ่มเดียว ทำให้โยกย้ายกันทำให้กลุ่มของตัวเองเติบโตหมดถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องแก้ไข ควรทำให้กองทัพมีความเป็นมืออาชีพการแต่งตั้งโยกย้ายควรจะเกิดขึ้นตามความสามารถของแต่ละคนมากกว่าความเป็นกลุ่ม ความเป็นรุ่น และควรให้สภากลาโหมเข้ามาตรวจสอบได้

รวมถึงควรให้องค์กรภายนอกเข้ามาตรวจสอบการบริหารภายในกองทัพ ทั้งกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา เพราะวัฒนธรรมประเพณีที่ตกทอดกันมานานว่านักการเมืองไม่ควรยุ่งกับกองทัพ จะทำให้กองทัพเป็นระบบราชการไม่ถูกตรวจสอบ

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล