
อสังหาฯเดือด!!
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ร้อนฉ่ายิ่งขึ้น เมื่อค่ายเบียร์สิงห์ประกาศเข้าเทกโอเวอร์บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ และยังมีรายใหม่ๆ อีกมากที่จะกระโดดเข้ามาแข่งขันในสนามนี้ด้วย ทำให้ผู้ประกอบการอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว ต้องงัดกลยุทธ์ออกมาสู้ตาย!
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ร้อนฉ่ายิ่งขึ้น เมื่อค่ายเบียร์สิงห์ประกาศเข้าเทกโอเวอร์บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ และยังมีรายใหม่ๆ อีกมากที่จะกระโดดเข้ามาแข่งขันในสนามนี้ด้วย ทำให้ผู้ประกอบการอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว ต้องงัดกลยุทธ์ออกมาสู้ตาย!
การเข้ามากุมบังเหียนรสาฯ ของ “สันติ ภิรมย์ภักดี” เริ่มแรกจะมีการเปลี่ยนชื่อเป็น “สิงห์ เอสเตท” และพลิกโฉมธุรกิจจากอาคารสำนักงานเป็นอสังหาฯ เต็มตัวทันที เพราะมีโรงแรมสันติบุรี บีช รีสอร์ท กอล์ฟ แอนด์ สปา ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และที่ดินงามๆ หลายแปลง ทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอยู่ในมือแล้ว เมื่อย่างก้าวเข้ามาระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็จะมีเงินถุงเงินถังในการขยายธุรกิจและการลงทุนทันที
ขณะเดียวกัน ธุรกิจอสังหาฯ ยังเป็นที่หมายปองของหน้าใหม่หลายเจ้า ล่าสุด “ภาคภูมิ ศรีชำนิ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของประเทศ ประกาศกลางที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่า สนใจจะทำธุรกิจอสังหาฯ ด้วย
ภาคภูมิ กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองเสี่ยงต่อการทำธุรกิจรับเหมาสูงแบบนี้ บริษัทจึงต้องมองหาโอกาสทางธุรกิจจากอสังหาฯ โดยมีการศึกษาเรื่องนี้มาเป็นปีแล้ว แต่ที่ดินของบริษัทที่มีอยู่ยังไม่เหมาะ และไม่คุ้มค่าสำหรับการลงทุน จึงต้องหาซื้อที่ดินแปลงใหม่
“เราไม่สนใจคอนโดมิเนียม อสังหาฯ ที่เราจะทำต้องมีมาร์จิ้นอย่างน้อย 12% จะต้องใช้เวลาในการหาที่ดินให้ได้ก่อน จึงยังไม่เกิดขึ้นในปีนี้ แต่ปีหน้าไม่แน่”
นอกจากซิโนไทยฯ จะให้ความสนใจธุรกิจอสังหาฯ แล้ว บริษัทรับเหมาขนาดกลางและเล็กรายอื่นก็กำลังหาพันธมิตรด้วย อาทิ บริษัท อีเอ็มซี
สำหรับเจ้าตลาดอสังหาฯ ในปัจจุบันก็ต้องปรับตัว และมองหาโอกาสธุรกิจใหม่ ล่าสุด “สิริทรัพย์พัฒนา” เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี กำลังดำเนินการซื้อที่ดิน จำนวน 35 แปลงและสิ่งปลูกสร้างรวมมูลค่า 980ล้านบาท บนถนนรามคำแหงจากบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ดีเวลลอปเม้นท์
ด้านบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ “รัตน์ พานิชพันธ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า การบริหารธุรกิจควอลิตี้เฮ้าส์มีการเตรียมตัวเอง ทั้งการกระจายความเสี่ยงไปยังผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น เช่น การลงมาเล่นราคาบ้านระดับกลางระดับล่างมากขึ้น จากเดิมที่เน้นระดับบนระดับกลาง อีกทั้งยังหันมาทำทาวน์เฮาส์และคอนโดมิเนียมมากขึ้น รวมถึงการกระจายฐานไปยังตลาดต่างจังหวัดที่มีศักยภาพมากขึ้น
ที่สำคัญคือ การที่บริษัทได้เริ่มสายการผลิตพรีแฟบสำหรับผลิตผนังสำเร็จรูปในการก่อสร้างบ้านราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท เพื่อลดปัญหาในการก่อสร้าง ซึ่งในขณะเดียวกันจะช่วยลดระยะเวลาการก่อสร้าง และทำให้บริษัทสามารถหมุนเงินได้เร็วขึ้น
นอกจากนั้น บริษัทยังมีความยืดหยุ่นเรื่องสภาพคล่องทางการเงินมากเพียงพอจะทำให้สามารถฝ่าฟันวิกฤตที่ผ่านมาได้ ทั้งจากอดีตตอนเกิดวิกฤตการเงินปี 2540 หรือสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างเช่นปัจจุบัน เพราะบริษัทมีการเตรียมตัวพร้อมทั้งเรื่องต้นทุนทางการเงิน ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการทางธุรกิจ
ทั้งนี้ บริษัทมีการบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะการบริหารต้นทุนทางการเงินที่เคร่งครัดมาโดยตลอด ควบคุมเรื่องหนี้สิน และออกหุ้นกู้มากที่สุดบริษัทหนึ่งในอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน ที่ดินส่วนใหญ่ที่บริษัทซื้อมาก็มักจะเลือกที่จะไม่ติดจำนอง หรือถ้าติดจำนองก็จะไม่มีการใช้วงเงินแต่อย่างใด ถ้าเกิดวิกฤตอะไรขึ้นมาก็สามารถนำที่ดินเหล่านี้ไปขอกู้หรือขอวงเงินจากธนาคารได้ เพื่อทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดเข้ามาช่วยพยุงฐานะได้ในยามวิกฤต
“ปี 2540 บริษัทอสังหาฯ ต้องเจ๊งไปหลายราย ไม่ใช่ธุรกิจขาดทุน แต่ขาดสภาพคล่องเป็นหลัก เรามีความยืดหยุ่นสูง และได้ตั้งเป้าว่าการกู้ยืมเงินจากแบงก์จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราจะทำ และบริษัทยังมีข้อดี คือ เป็นบริษัทในเครือบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์รวมกันเกือบ 2 หมื่นล้านบาทอีกทั้งยังมีมูลค่าจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์อีกหลายพันล้านบาท ดังนั้นต้องถือว่าเรามีความเสี่ยงน้อยมาก” รัตน์ กล่าว







