
เงิยฝืดลามโลกรั้งหาอำนาจอัดฉีดต่อ
ย้ำกันให้เห็นชัดๆ ว่า ปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่ยุโรปและญี่ปุ่นเท่านั้น ที่กำลังเสี่ยงถลำเข้าสู่ปัญหาเงินฝืด
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ย้ำกันให้เห็นชัดๆ ว่า ปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่ยุโรปและญี่ปุ่นเท่านั้น ที่กำลังเสี่ยงถลำเข้าสู่ปัญหาเงินฝืด เพราะปัญหานี้ได้ลุกลามออกไปทั่วทั้งโลกแล้ว
ล่าสุดแม้แต่ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังต้องออกมายอมรับว่าในระหว่างงานสัมมนาที่สโมสรอีโคโนมิก คลับ ออฟ นิวยอร์ก ในสหรัฐ ว่า ถึงแม้แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐจะดีขึ้นแล้วก็ตาม แต่เงินเฟ้อที่โตได้ต่ำกำลังกลายเป็นอุปสรรคฉุดรั้งการฟื้นตัวดังกล่าว
นับเป็นถ้อยแถลงที่บ่งชี้ถึงความวิตกกังวลต่อความเสี่ยงว่าจะเกิดปัญหาเงินฝืดบนแผ่นดินเมืองลุงแซมได้เป็นอย่างดี เพราะในรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) เมื่อกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ก็มีการแสดงความเป็นห่วงต่อภาวะเงินเฟ้อในประเทศที่โตได้ต่ำมากเช่นกัน หลังจากที่ตลอดปีที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อสหรัฐโตเฉลี่ยได้ราว 1% เท่านั้น ห่างไกลจากเป้าที่ 2% เป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ ประเด็นเงินเฟ้อที่เติบโตอย่างกระท่อนกระแท่น ยังเป็นหัวข้อหลักสำคัญที่คณะกรรมการของเฟดนำมาถกเถียงกันด้วยว่าควรจะมีการออกแถลงการณ์เพื่อบ่งชี้ว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไป ตราบเท่าที่เงินเฟ้อยังโตไม่ตามเป้าหรือไม่ ทว่าในท้ายที่สุดที่ประชุมก็มีมติเลือกจะเฝ้ารอดูสถานการณ์ต่อไปก่อน
มูลเหตุที่ทำให้ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว กำลังเสี่ยงจะเผชิญกับปัญหาเงินฝืดทั้งๆ ที่หลายประเทศต่างก็โหมใช้นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมากันเป็นจำนวนมาก เกิดจากการที่เม็ดเงินที่เกิดจากการอัดฉีดไม่ได้ตกไปถึงภาคเศรษฐกิจจริง อย่างภาคการผลิตและการจ้างงาน แต่กลับไปกระจุกตัวอยู่ที่ภาคการเงิน เช่น ตลาดหุ้นและการลงทุนในสินทรัพย์การเก็งกำไรต่างๆ
จึงทำให้รายได้ประชาชนไม่เพิ่มขึ้น และเมื่อรายได้ไม่ขยับสูงขึ้น การบริโภคจับจ่ายใช้สอยของประชาชนไม่กระเตื้องเท่าที่ควรจะเป็น อัตราเงินเฟ้อจึงไม่เพิ่มขึ้นตาม
ดังนั้น หากยังไม่เร่งแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อโตต่ำโดยด่วน ก็เสี่ยงที่จะทำให้เกิด “เงินฝืด” ได้ ซึ่งก็จะกลายเป็นวงจรที่เข้าไปบั่นทอนจนทำให้บรรดาภาคธุรกิจเอกชนไม่คิดจะขยายการลงทุนและการจ้างงานเพิ่มเติม
เนื่องจากมองว่าผลิตออกไปก็ไม่มีคนซื้อ และการลงทุนในภาวะดังกล่าวก็ไม่คุ้ม เนื่องจากภาวะเงินฝืดจะทำให้ผู้กู้ยืมเงินประสบความยากลำบากในการจ่ายชำระคืนมากขึ้น เพราะมูลค่าหนี้ไม่ลดลง ซึ่งเป็นภาวะที่ตรงข้ามกับเงินเฟ้อที่จะลดลง
นอกจากปัจจัยการออกแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่สามารถตอบโจทย์การกระตุ้นภาคการบริโภคของครัวเรือนแล้ว ในบางประเทศก็ยังมีปัจจัยและเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ เข้ามาเสริมอีก จนทำให้ไม่สามารถเพิ่มระดับเงินเฟ้อตามที่ต้องการได้ เช่น ญี่ปุ่นเริ่มมีการใช้มาตรการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ขณะที่ยุโรปยังมีการใช้มาตรการตัดลดรายจ่ายหรือแผนรัดเข็มขัดอยู่
เพราะปัจจัยที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น จะยิ่งเป็นตัวลดแรงจูงใจในการลงทุนและการบริโภคของครัวเรือนและนักลงทุนในตลาดลง
อีกทั้งการที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาการชะลอตัวของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย แอฟริกาใต้ และอาร์เจนตินา ก็คาดว่าจะยิ่งทำให้ปัญหาเงินฝืดยิ่งโหมกระพือแรงขึ้นกว่าเดิม
เพราะที่ผ่านมากลุ่มประเทศเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการบริโภคและนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์มาโดยตลอด และในปัจจุบันประเทศกลุ่มนี้ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกมากว่า 50% ของจีดีพีโลกอีกด้วย
ดังนั้น การที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ซบลง ก็คาดว่าจะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกจากที่เคยพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงมาตลอด 45 ปีก่อนหน้านี้ น่าจะมีแนวโน้มลดลงและจะฉุดรั้งให้เงินเฟ้อโลกขยายตัวต่ำลงไปด้วย
กระแสความเสี่ยงว่าจะเกิดปัญหาเงินฝืดเริ่มกลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้างมากขึ้น โดยล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ยกให้เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงต่อการคุกคามการขยายเศรษฐกิจโลกในรายงานประเมินเศรษฐกิจฉบับล่าสุดเลยทีเดียว
เพราะไอเอ็มเอฟมองว่าหากเกิดปัญหาเงินฝืดขึ้นจริงๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จะยิ่งทำให้ความต้องการซื้อและการบริโภคในตลาดระหว่างประเทศลดลง ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยที่คุกคามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกโดยตรง
เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วดูจะเป็นความหวังหนึ่งเดียวที่จะนำพาเศรษฐกิจโลกให้ทะยานไปสู่เป้าจีดีพีที่ต้องการในปีนี้ที่ 3.6% ได้
ตรงข้ามกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ในปีนี้แทบจะหวังพึ่งอะไรไม่ได้เลย เนื่องจากกำลังประสบทั้งปัญหาการชะลอตัว ทุนไหลออก และปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง
จึงไม่แปลกที่นักวิเคราะห์จะมองว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วน่าจะคงหรือไม่ก็ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ มาเพื่อช่วยประคับประคองภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางในปัจจุบันเอาไว้
โดยเฉพาะในรายของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) นั้นเชื่อได้ว่าจะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่อย่างแน่นอน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอีซีบีออกมาส่งสัญญาณแล้วว่ากำลังนั่งพิจารณาแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่อยู่ หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อในเดือน มี.ค.ขยายตัวได้ต่ำจนน่าใจหายที่ 0.5% ซึ่งถือว่าเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี
เฉกเช่นเดียวกับแบงก์ชาติญี่ปุ่น ที่น่าจะต้องมีการจัดชุดยากระตุ้นชุดใหม่เพื่อเข้ามารองรับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าการขึ้นภาษีแวตจะยิ่งลดแรงจูงใจในการบริโภคและจับจ่ายซื้อสินค้าของชาวเมืองแดนปลาดิบให้ลดลง และเสี่ยงจะทำให้เศรษฐกิจต้องหดตัว และเงินเฟ้อปรับตัวลดลง
ขณะที่ในฟากสหรัฐนั้น แม้ว่าเฟดจะไม่มีแนวโน้มที่จะงัดมาตรการกระตุ้นใหม่ๆ ออกมาเพิ่มเติม แต่เชื่อว่าปัญหาเงินเฟ้อที่โตต่ำก็น่าจะเป็นปัจจัยให้แบงก์ชาติเมืองลุงแซมยังคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเอาไว้ต่อไป โดยเฉพาะการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 00.25% ไปจนถึงปี 2015 เป็นอย่างน้อย
การคงแผนกระตุ้นผ่านการกดอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปนี้เอง ทำให้นักวิเคราะห์ของแบงก์ออฟอเมริกาคาดว่าจะได้เห็นตลาดหุ้นของเมืองลุงแซมกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะในตลาดหุ้นเอสแอนด์พี 500 ที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นไปที่ระดับ 2,000 จุดในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 1,872 จุด
ไม่เว้นแม้แต่ จีน ก็คาดว่าจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเข้าร่วมวงยาโด๊ปกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน หลังจากที่ตัวเลขต่างๆ ที่ออกมาไตรมาสแรกล้วนบ่งชี้ถึงทิศทางขาลงของแดนมังกรชัดเจน โดยเฉพาะจีดีพีที่โตได้แค่ 7.4% ส่วนเงินเฟ้อก็โตกว่าคาดการณ์ โดยเดือน มี.ค. โตที่ 2.4% ขณะที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.5%
กระนั้นในรายของจีน อาจจะแตกต่างจากชาติอื่นๆ เพราะการกระตุ้นของแดนมังกรจะไม่ใช่การอัดฉีดแบบจัดเต็ม แต่เป็นเพียงแผนการกระตุ้นชุดเล็กๆ เพื่อประคองให้เศรษฐกิจไม่ชะลอตัวลงมากเกินไปเท่านั้น เนื่องจากจีนมีเป้าหมายยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่สังคมการบริโภคที่ยั่งยืนกว่า จากปัจจุบันที่พึ่งพิงอยู่กับภาคการลงทุนและการส่งออก
จึงนับเป็นทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะวนกลับมาที่เดิมที่ทุกชาติยังคงต้องพึ่งพายากระตุ้นกันต่อไป







