
ไทยในไฟวิกฤต ทุนในอยากออก ทุนนอกไม่อยากเข้า
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
หนึ่งในความกังวลสำหรับหลายๆ ฝ่ายในขณะนี้ ไม่แค่เฉพาะทางออกของวิกฤตการณ์ความรุนแรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนที่ถูกบ่อนทำลายลงทุกเมื่อเชื่อวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศ
คำถามก็คือ เส้นทางที่เคยแย้มเปิดออกให้กับวิกฤตการณ์ในไทย กำลังกลายเป็นประตูปิดตายสำหรับนักลงทุนต่างชาติอย่างนั้นหรือ?
แม้ประตูนี้จะไม่มีวันปิดตาย ไม่ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงจะยุติลง คลี่คลายลง หรือดำเนินต่อไปในระดับใดระดับหนึ่ง เพราะไทยหรือไม่ว่าประเทศไหนๆ ก็ตาม ย่อมพยายามแยกความขัดแย้งทางการเมืองออกจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การเปิดประตูเชื้อเชิญ ไม่ได้รับประกันว่าการลงทุนจะเสี่ยงกลับเข้ามาในไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนักลงทุนต่างชาติรู้สึก
“แหยง” กับสถานการณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของไทย จนการคาดเดาถึงแนวโน้มเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้อย่าลืมว่า ความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะเป็นระยะยาว ระยะกลาง หรือระยะสั้น เป็นเงื่อนไขที่สำคัญยิ่งสำหรับการที่จะยั่วยวนนักลงทุน
แต่บัดนี้ดูเหมือนกับว่าไทยจะปราศจากแล้วซึ่งความน่าเชื่อถือใดๆ ความเห็นของผู้อ่านเว็บไซต์สำนักข่าวชั้นนำของโลกเป็นเสียงสะท้อนทัศนะและการรับรู้ของชาวต่างชาติได้อย่างดีว่า ทุกฝ่ายในไทยกำลังทำลายความน่าเชื่อถือของตนเอง
ดังเช่นความเห็นหนึ่งที่โพสต์ในหัวข่าวเรื่อง Battle for downtown Bangkok hits economy (สมรภูมิใจกลางเมืองกระทบเศรษฐกิจ) ที่รายงานโดยสำนักข่าว CNN ที่ว่า
“
ผมเป็นชาวอเมริกันที่ทำงานในไทย ไม่มีรัฐบาลใดในโลกที่ปล่อยให้ผู้ประท้วง 6,000 คนปักหลักใจกลางเมืองของตนเองนานถึง 2 เดือน ถ้าเป็นในสหรัฐจะมีการส่งกองทัพออกมาภายในวันเดียว”ความเห็นทำนองนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เด็ดขาดของรัฐบาลไทย ซึ่งสะท้อนต่อไปให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพในด้านอื่นๆ ด้วย
ไม่ว่าผู้แสดงความเห็นเหล่านี้จะเป็นชาวต่างชาติหรือคนไทย ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับว่า มีผู้ที่อ่านความเห็นเหล่านี้ทั่วโลก และไม่ต้องสงสัยว่าจะต้องมีปฏิกิริยาสะท้อนกลับต่างๆ กันออกไป รวมถึงปฏิกิริยาในด้านลบต่อบรรยากาศการลงทุนในไทย ที่ถูกบั่นทอนลงอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่อีกความเห็นเป็นของ มิโนริ อูชิดะ นักวิเคราะห์อาวุโสจากแบงก์ ออฟ โตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ที่มีต่อสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ที่ชี้ว่า
“
สถานการณ์ในขณะนี้เลวร้ายอย่างมาก และนักลงทุนต้องการเทขายหลักทรัพย์ของไทย การชุมนุมประท้วงยืดเยื้อค่อนข้างนาน และจะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ ส่วนเงินบาทตกอยู่ภายใต้แรงกดดันเช่นกัน”ความเห็นสะท้อนได้อย่างเด่นชัดว่า ประตูการลงทุนของไทยในสายตาของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้เปิดกว้างอีกต่อไป ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงยังเปิดรับอยู่ตลอดเวลา ด้วยความหวังที่แทบสิ้นหวังของรัฐบาลและภาคธุรกิจในไทย ที่พยายามชี้ชวนให้นักลงทุนต่างชาติไม่ให้สูญเสียความมั่นใจต่อฐานการลงทุนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่ล่าสุด โตโยต้า มอเตอร์ ประกาศระงับการผลิตในโรงงานผลิตรถยนต์ 1 แห่งในไทย ซึ่งแม้จะเป็นการระงับการผลิตที่ทางบริษัทยืนยันว่า เป็นผลพวงจากการตัดสินใจตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่โตโยต้าจู่ๆ ระงับการผลิตรถยนต์ที่มียอดขายไม่น้อย (โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้) ย่อมแสดงให้เห็นถึงนัยอะไรบางอย่าง และเป็นการส่งสารในด้านลบต่อนักลงทุนต่างชาติ
ขณะที่ ทาทา มอเตอร์ส จากอินเดีย ต้องยุติโครงการอีโคคาร์ในไทยมูลค่า 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแม้จะเกี่ยวข้องกับการแข่งขันกับค่ายรถยนต์อื่นๆ และเกี่ยวกับเงื่อนไขการลงทุนของบีโอไอต่อทาทา มอเตอร์สเอง แต่ก็เช่นเดียวกับท่าทีของโตโยต้า ที่การถอนการลงทุนในช่วงเวลานี้ ไม่ต่างอะไรกับการตอกย้ำความเชื่อมั่นที่กำลังระเหยไปจากไทยอย่างรวดเร็ว
ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เพียงขณะปัจจุบัน เพราะยังไม่นับว่า ตลอด 5 ปีของความขัดแย้งทางการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยทำให้คนทั้งในและนอกประเทศต้องยอมรับอย่างหน่ายใจว่า คาดเดาแนวโน้มถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ยาก จนถึงขั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะสถานการณ์สามารถปรับเปลี่ยนได้เพียงชั่วลัดนิ้วมือ
ผลพวงที่ตามมาคือความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อไทยดิ่งลงเหว ดังผลสำรวจเมื่อปลายเดือน เม.ย. ซึ่งพบว่าความมั่นใจของนักลงทุนต่อไทยในช่วงไตรมาสแรกดิ่งลงมาอยู่ที่ระดับ 135 จากระดับ 150 ในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว
แนวโน้มนี้มีทีท่าจะเลวร้ายลงยิ่งขึ้นหากประเมินจากสถานการณ์นองเลือดที่กำลังดำเนินอยู่
แม้วันนี้ยังยากที่จะคาดเดาถึงจุดสิ้นสุดของความขัดแย้ง แต่คำถามที่ทุกคนต้องการที่จะทราบในขณะนี้ก็คือ ทางออกของไทยอยู่ที่ใด และเมื่อใดที่นักลงทุนต่างชาติจะยอมรับว่า ประตูที่เปิดรับพวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้มีอันตรายซ่อนอยู่ที่เบื้องหลังอีกต่อไป?
ต้องยอมรับว่า คำตอบของคำถามนี้ ยากที่จะค้นพบได้ในเวลาอันสั้น พิจารณาจากปัญหาติดขัดด้านสาธารณูปโภคด้านการลงทุนที่ได้รับความเสียหายจากการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ และพิจารณาจากภาวะติดขัดด้านการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งหากไม่
“เจอตอ” ดังกรณีคัดค้านการลงทุนในบางพื้นที่ ก็มักจะเป็นปัญหาจากความไร้ประสิทธิภาพของภาครัฐในการส่งเสริมการลงทุนในช่วงเวลาวิกฤตอย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากท่าทีของบริษัทชั้นนำ บริษัทที่ยังยืนหยัดที่จะคงฐานการผลิตในไทยและยังจะเพิ่มกำลังการผลิตเสียด้วยซ้ำ จะพบว่าทางออกของไทยหาใช่จะพบเพียงความตีบตันดังที่กังวลกัน
ดังกรณีของ เจนเนอรัล มอเตอร์ส บริษัทยานยนต์ชั้นนำของโลก ที่ไม่แสดงท่าทีจะผละหนีจากไทยในเวลาที่ฐานการผลิตแห่งนี้เผชิญกับอนาคตที่สั่นคลอน หลังจากที่ยอดขายรถยนต์ของจีเอ็มในไทยช่วงเดือน เม.ย. พุ่งขึ้นมาถึง 62%
สิ่งที่น่าคิดก็คือความเห็นของนายจอห์น บอนเนลล์ จากบริษัท J.D. Power & Associates ที่ระบุผ่านสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ความต้องการภายในของไทยแข็งแกร่งอย่างมาก อีกทั้งเศรษฐกิจยังขยายตัวด้วยดี และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
ทัศนะเช่นนี้ ย่อมเป็นบวกต่อแนวโน้มการลงทุนของต่างชาติในไทยอย่างไม่ต้องสงสัย
กระนั้น ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า ในช่วงเวลาอันคับขัน ทัศนะเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนเสี้ยวของความเห็นด้านบวกต่อการลงทุนในไทย







