
ชอบธรรม??
กลายเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่แน่ชัดว่าจะจบได้หรือไม่ หรือจะลามเป็นสงครามที่มีสเกลใหญ่กว่านี้สำหรับวิกฤตในยูเครน เมื่อรัฐบาลยูเครนส่งกองกำลังเข้าลุย กลุ่มผู้ชุมนุมที่ฝักใฝ่รัสเซียเพื่อยึดเอาอาคารของรัฐและสนามบินคืนในหลายเมืองทางตะวันออกของประเทศ
กลายเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่แน่ชัดว่าจะจบได้หรือไม่ หรือจะลามเป็นสงครามที่มีสเกลใหญ่กว่านี้สำหรับวิกฤตในยูเครน เมื่อรัฐบาลยูเครนส่งกองกำลังเข้าลุย กลุ่มผู้ชุมนุมที่ฝักใฝ่รัสเซียเพื่อยึดเอาอาคารของรัฐและสนามบินคืนในหลายเมืองทางตะวันออกของประเทศ
ที่น่าสนใจก็คือ ยูเครนกล้าประกาศว่า ในกองกำลังที่ยึดอาคารต่างๆ นั้น มีกองกำลังรัสเซียอยู่ด้วย ยิ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลยูเครนที่มีทั้งสหรัฐ ยุโรป และนาโต หนุนหลังอยู่นั้นไม่กลัว “พี่เก่า” อย่างรัสเซียแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ถือว่าน่าสนใจครับกับกลยุทธ์วิธีการกลืนดินแดนเพื่อนบ้านของรัสเซีย โดยมี “ไครเมียโมเดล” เป็นต้นแบบ ที่รัสเซียสามารถผนวกดินแดนไครเมียของยูเครนได้อย่างง่ายดายเมื่อสองสัปดาห์ก่อน หลังมีการจัดประชามติในไครเมียได้ผลว่าอยากแยกจากยูเครนออกไปอยู่กับรัสเซีย (ไม่มีใครรู้ว่าประชามติเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่) หลังจากนั้นรัฐสภารัสเซียก็ผ่านมติอ้าแขนรับรัสเซียทันที
“ไครเมียโมเดล” กำลังจะซ้ำรอยในอีกหลายๆ เมืองด้านตะวันออกของยูเครน ซึ่งมีประชากรพูดภาษารัสเซียและฝักใฝ่รัสเซียอยู่แล้ว โดยเฉพาะที่เมืองโดเนสก์ ที่กลุ่มผู้ชุมนุมบุกยึดอาคารรัฐบาลท้องถิ่นและเรียกร้องให้ทำประชามติแยกตัวออกจากยูเครนและไปอยู่กับรัสเซีย
ไม่มีใครยืนยันได้ว่า รัสเซียอยู่หลังเหตุการณ์เหล่านี้หรือไม่ แต่แนวโน้มจากสถานการณ์ก็ต้องยอมรับว่า รัสเซียมีอิทธิพลต่อสถานการณ์เหล่านี้แน่นอน รัสเซียไม่ต้องปล่อยทหารรุกยูเครนอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งจะทำให้ถูกก่นด่าจากนานาชาติ เพียงแต่ยุให้เกิดความร้าวฉานจากภายใน และรัสเซียก็รออ้าแขนรับดินแดนเพิ่มเท่านั้นเอง
ซึ่งหากปล่อยไว้เช่นนั้น ยูเครนมีสิทธิแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แน่ครับ ดังนั้นรัฐบาลใหม่ของยูเครน ซึ่งตราหน้าผู้ชุมนุมเหล่านี้ว่า “ผู้ก่อการร้าย” จึงต้องใช้ไม้แข็งเข้าจัดการ
แต่กระนั้น วิธีการใช้กำลังเข้าจัดการเช่นนี้ก็ถือว่าเสี่ยงจะถูกตอบโต้จากรัสเซียเหลือเกินครับ เพราะสิ่งที่รัสเซียยืนกรานมาโดยตลอดก็คือ “การปกป้องชาวรัสเซียและการปกครองประชาชนที่พูดภาษารัสเซียในยูเครน” เป็นจุดยืนที่กำลังอาจจะกลายเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมต่อการใช้กำลังใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับยูเครน
ถามว่าข้ออ้างนี้มีความชอบธรรมหรือไม่ ส่วนหนึ่งก็น่าจะได้ เพราะในยูเครนนั้นครึ่งประเทศเป็นคนเชื้อสายรัสเซีย พูดรัสเซีย อยากอยู่กับรัสเซีย แต่ที่ไม่น่ามีความชอบธรรมนั้นก็คือการใช้กำลังกับยูเครนนี่แหละที่เป็นเรื่องที่นานาชาติไม่เห็นด้วยเท่าไหร่
แต่ก็เท่านั้นล่ะครับ สหรัฐเคยอ้างว่า ซัดดัม ฮุสเซน รู้จักกับ บินลาเดน เคยอ้างว่า อิรักมีอาวุธร้ายแรง เลยส่งกองทัพไปขยี้อิรักจนเละเทะเมื่อปี 2003 โดยที่นานาชาติได้แต่นั่งมอง ทั้งๆ ที่ข้ออ้างที่ว่ามาไม่เคยพิสูจน์ได้จริงเลย
คราวนี้หากรัสเซียจะทำบ้าง ใครจะทำไม เพราะรัสเซียก็ทำเพื่อความมั่นคงของตัวเองเหมือนกัน!!







