
ฮับไทยแลนด์สะเทือนเพื่อนบ้านจ่อแซงหน้า
ในขณะที่ไทยกำลังมัวแต่วุ่นวายอยู่กับวิกฤตทางการเมืองในประเทศ ดูเหมือนว่ากลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ในขณะที่ไทยกำลังมัวแต่วุ่นวายอยู่กับวิกฤตทางการเมืองในประเทศ ดูเหมือนว่ากลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ของเรา ต่างพากันออกแผนพัฒนาประเทศและการลงทุนทางเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของตนเองออกมาอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ ที่กำลังมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง พม่า ที่หมายมุ่งจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ทางการบินของเอเชีย ไปจนถึง สิงคโปร์ ที่กำลังเตรียมพร้อมผลักดันภาคธุรกิจของตนเองให้เข้าไปเจาะตลาดจีนเพื่อรองรับการปฏิรูปเศรษฐกิจแดนมังกรที่จะกลายเป็นสังคมแห่งการบริโภคในอนาคตอันใกล้นี้
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำเอาหลายฝ่ายเริ่มหวาดวิตกแล้วว่า หากไทยยังไม่เร่งรีบจัดการปัญหาภายในให้เสร็จสิ้น โอกาสที่ไทยซึ่งเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จะโดนเพื่อนบ้านแซงหน้าและแย่งบทบาทนำ ในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคไปในที่สุด
เพราะไม่ว่าจะมองไปมุมไหนไทยก็ดูแทบจะไร้ซึ่งความหวังทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นการบริโภค ที่หดตัวลง การลงทุนเอกชนที่ชะลอออกไป การลงทุนภาครัฐที่สะดุดลง เหลือทิ้งไว้แค่ภาคส่งออกอย่างเดียวที่เป็นความหวังได้
ขณะที่รายงานของ 3 สถาบันเศรษฐกิจ ชั้นนำของโลก ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ออกมาฟันธงว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะโตได้ต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน สวนทางกับเพื่อนบ้านที่มีการเติบโตอย่างร้อนแรง ไม่ว่าจะเป็น “ฟิลิปปินส์” “อินโดนีเซีย” หรือแม้กระทั่งน้องใหม่มาแรงอย่าง “พม่า” ที่คาดว่าจะโตได้มากกว่า 7%
ปัจจุบัน หากส่องดูความเคลื่อนไหวของแต่ละประเทศเฉพาะแค่ไตรมาสแรกปีนี้ก็จะพบว่าหลายๆ ประเทศได้เริ่มเดินหน้าหันมาพัฒนาและปรับโฉมหน้าของประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจกันอย่างเอาจริงเอาจังแล้ว
เริ่มจากกรณีของพี่ใหญ่อาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย ที่ปัจจุบันกำลังเล็งจะประกาศศักดาขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนทางอุตสาหกรรมในภูมิภาคแทนที่ไทย ล่าสุดได้เดินหน้าแผนการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่มูลค่า 3.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐแล้ว โดยมุ่งหวังจะปิดจุดอ่อนในด้านนี้เพื่อหวังจะรองรับกับการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางฐานการลงทุนอาเซียนอย่างเต็มตัวในอนาคต
โอกาสดังกล่าวของอิเหนาอยู่ใกล้แค่เอื้อม เนื่องจากอินโดนีเซียมีความได้เปรียบทั้งในด้านจำนวนชนชั้นกลางที่ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดขนาดใหญ่ และทรัพยากรธรรมชาติภายในที่มีอยู่อย่างเหลือล้น จึงไม่แปลกที่อินโดนีเซียจะกลายมาเป็นตัวเลือกในการลงทุนรายสำคัญแข่งกับไทยในอนาคต
โดยรอยเตอร์สวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า ขณะที่ไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน อินโดนีเซียกลับยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากหลายบริษัทยานยนต์ต่างชาติกำลังเล็งที่จะกระจายฐาน การผลิตออกจากไทยมายังอินโดนีเซียมากขึ้น หลังจากที่ 23 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต้องเผชิญทั้งปัญหาน้ำท่วมและความไร้เสถียรภาพทางการเมือง จนทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยย่ำแย่
ขณะที่ ฟิลิปปินส์ ซึ่งโดนยกให้เป็นดาวเด่นที่เศรษฐกิจโตร้อนแรงที่สุดในอาเซียน ก็หันมาปิดจุดอ่อนด้านความเหลื่อมล้ำคนรวยคนจนและโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดแคลน ผ่านแผนลดปัญหาคนยากจนในประเทศ โดยมุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายงบภาครัฐผ่านการลงทุนทางโครงสร้างพื้นฐานและการปฏิรูปอื่นๆ ให้ขึ้นไปอยู่ที่ 5% ของจีดีพี ในปี 2016 จากปัจจุบันน้อยกว่า 3%
อีกทั้งปัญหากวนใจมากว่า 40 ปี ก็เพิ่งโดนปลดล็อกไปเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อทางรัฐบาลสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนมุสลิมโมโร เอ็มไอแอลเอฟ ได้สำเร็จ ทำให้โอกาสการพัฒนาและการลงทุน ในพื้นที่เกาะมินดาเนาที่อุดมไปด้วยทรัพยากรจำนวนมากเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลแดนตากาล็อกก็มองไกลไปถึงขั้นว่าในอนาคตจะนำพาประเทศตนเองเข้าร่วม กรอบการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ร่วมกับ 12 ชาติ ที่นำโดย สหรัฐ ญี่ปุ่น เม็กซิโก และแคนาดา
แม้ว่าจะเป็นเพียงแผนการในอนาคต เนื่องจากฟิลิปปินส์ยังติดขัดในเรื่องกฎหมายภายใน ที่จำกัดการเป็นเจ้าของธุรกิจของคนต่างชาติในประเทศ แต่ถือเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ที่น่าชื่นชมไม่น้อย เพราะเท่ากับว่าฟิลิปปินส์กำลังเตรียมพร้อมประเทศตนเองเพื่อรองรับ กับแนวโน้มการค้าเสรีและการเปิดตลาดจะเปิดกว้างขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ ยังฉวยโอกาสนี้ช่วงชิงการแสดงบทบาทนำในภูมิภาคด้วยการเชิญชวนชาติสมาชิกอาเซียนอีก 5 ชาติที่ยังไม่เข้าร่วมกับกรอบการเจรจาทีพีพีให้มาเข้าร่วมด้วย โดยให้เหตุผลว่าการที่มีบางชาติในอาเซียน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ แต่ที่เหลืออีก 6 ชาติไม่เข้าร่วม จะยิ่งทำให้การรวมตัวเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2015 ยากลำบากขึ้น
เพราะจะเกิดมาตรฐานที่ห่างกันระหว่างสองกลุ่มนี้ขึ้น ระหว่างกลุ่มที่มีมาตรฐานสูงซึ่งอยู่ในกลุ่มทีพีพีกับกลุ่มที่ไม่ได้อยู่
ขณะที่ สิงคโปร์ ก็มีแผนชัดเจนในการรองรับกับความเปลี่ยนแปลงของ “จีน” ซึ่งถือเป็นประเทศคู่ค้าหลักสำคัญของอาเซียน ด้วยการเร่งผลักดันให้ภาคธุรกิจตนเองเข้าไปเจาะตลาดและลงทุนในจีนมากขึ้น
โดยเฉพาะในกลุ่มที่ขายสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภค ไปจนถึงภาคบริการ เพื่อรองรับกับการปฏิรูปเศรษฐกิจแดนมังกรซึ่งกำลังมุ่งไปสู่สังคมที่เติบโตจากการบริโภคภายในมากขึ้น จากเดิม ที่มุ่งส่งออกและการลงทุนเป็นหลัก
ถือเป็นแผนการที่ชาญฉลาด เพราะปัจจุบันสิงคโปร์กำลังเผชิญกับปัญหาต้นทุนการประกอบธุรกิจภายในที่สูงขึ้น ทั้งค่าเช่าสถานที่และแรงงานที่หายากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ทางการแดนลอดช่องจะกระตุ้นให้ภาคธุรกิจของตนเองเข้าไปรองรับกับความเปลี่ยนแปลงของจีนที่กำลังจะเกิดขึ้นเสียแต่เนิ่นๆ
ส่วน มาเลเซีย แม้ว่าจะเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวบ้างจากแผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ผู้นำแดนเสือเหลืองก็ยังยึดมั่น ต่อแผนการแปลงโฉมหน้าเศรษฐกิจของตนเองต่อไป เพื่อหวังจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลังในระยะยาว และหันมาใช้นโยบายอุดหนุนต่างๆ อย่างมีเหตุผล
หลังจากก่อนหน้านี้มาเลเซียต้องเผชิญกับปัญหาขาดดุลงบประมาณที่สูงมาก แถมหนี้ครัวเรือนก็พุ่งปรี๊ดจนไปอยู่ในระดับที่น่ากลัว โดย ปีที่แล้วรัฐบาลขาดดุลงบประมาณสูงถึง 4.5% ของจีดีพี ขณะที่ปี 2012 ขาดดุลถึง 4.8%
ส่วนในฟากกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงนั้น แม้ว่าศักยภาพจะเป็นรองไทยอยู่หลายขุม แต่ต้องบอกเลยว่าจาก 3 เดือนที่ผ่านมา วิสัยทัศน์การพัฒนาของประเทศเหล่านี้ก็ทำเอาไทยนั่งไม่ติดเช่นกัน โดยเฉพาะการที่รัฐมนตรีคมนาคมพม่า ประกาศกร้าวว่าจะนำพาพม่าก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการบินในภูมิภาคเอเชียในอนาคต
ขณะที่ เวียดนาม ก็กำลังหมายมุ่งจะพัฒนาระบบพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นมาใช้ในประเทศ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่มากขึ้น ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรง โดยที่ผ่านมาทางการเวียดนามได้ไปลงนามข้อตกลงเพื่อรับความช่วยเหลือทั้งจากต่างชาติที่เชี่ยวชาญในเทคโนโลยีเกี่ยวกับนิวเคลียร์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกับสหรัฐและรัสเซีย
นับเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเวียดนามกำลังหันมาเอาจริงเอาจังด้านความมั่นคงทางพลังงานของตนเอง ขณะที่ไทยยังคงมัวแต่พึ่งพิงพลังงานจากเพื่อนบ้านเป็นส่วนใหญ่ และยังคงไร้ทางออกเกี่ยวกับความมั่นคงทางพลังงานที่ชัดเจน
จึงนับเป็นช่วงจังหวะก้าวเดินของเพื่อนบ้านที่ไทยได้แต่เฝ้านั่งมองดูอยู่เฉยๆ







