posttoday
สินเชื่อกับการลงทุน

สินเชื่อกับการลงทุน

17 เมษายน 2557

ทุกครั้งที่เศรษฐกิจถดถอย รัฐบาลไม่ว่าจะมาจากสีแดง สีเหลือง หรือสีเขียว ก็มักจะบังคับธนาคารของรัฐให้เร่งปล่อยสินเชื่อ และขอให้ธนาคารเอกชนร่วมมือด้วย จุดประสงค์เพื่อให้เกิดการลงทุน และเกิดการจ้างงาน

ทุกครั้งที่เศรษฐกิจถดถอย รัฐบาลไม่ว่าจะมาจากสีแดง สีเหลือง หรือสีเขียว ก็มักจะบังคับธนาคารของรัฐให้เร่งปล่อยสินเชื่อ และขอให้ธนาคารเอกชนร่วมมือด้วย จุดประสงค์เพื่อให้เกิดการลงทุน และเกิดการจ้างงาน

ที่พูดถึงสีเขียว เพราะผมนึกถึงรัฐบาลสมัย คมช. จำได้ว่ารัฐมนตรีคลังท่านหนึ่งในสมัยนั้น เรียกประชุมธนาคารของรัฐสั่งให้เร่งปล่อยสินเชื่อ พร้อมกับกำชับว่าอย่าให้เกิดหนี้เสีย อย่าให้เหมือนสมัยรัฐบาลไทยรักไทย ที่ธนาคารเอสเอ็มอีเร่งสนองนโยบายสินเชื่ออย่างเอาเป็นเอาตาย จนตัวเองก็เกือบตายเพราะปัญหาหนี้เสีย

นายแบงก์บางคนออกมาจากห้องประชุมแล้วก็ส่ายหน้า บอกว่าความบริสุทธิ์ใจอย่างเดียวคงจะไม่พอ ถ้าอยากให้เม็ดเงินออกไปเร็ว ก็ต้องหย่อนมาตรฐานการอนุมัติสินเชื่อ กระทรวงการคลังยังมีการเรียกประชุมธนาคารของรัฐ ตั้งเป้าสินเชื่อให้ขยายตัวมากขึ้น ให้ช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี

นักการเมืองและนักวิชาการบางกลุ่มชอบคิดอะไรง่ายๆ ในความเป็นจริงคนที่เข้าใจธุรกิจจะรู้ว่า การที่จะลงทุนได้จะต้องมีทุนให้ลง ปัญหาของบ้านเมืองเราในขณะนี้ รวมทั้งในหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนสินเชื่อ สภาพคล่องในระบบสำหรับปล่อยสินเชื่อมีอยู่มากมายจนล้น แรงกดดันตามกลไกตลาดให้ธนาคารแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อก็มีอยู่แล้ว โดยที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเสียเวลามากำหนดเป็นนโยบาย หรือออกมาตรการบังคับ

ปัญหาของการลงทุนไทย ไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนส่วนที่เป็นหนี้ แต่อยู่ที่การขาดแคลนส่วนที่เป็นทุน คนที่อยากลงทุนยังมีอีกมาก โครงการดีๆ ก็ยังพอมี แต่ถ้าหาเงินลงทุนหรือผู้ร่วมทุนไม่ได้ ก็กู้ธนาคารไม่ได้

ผมเห็นใจรัฐบาลที่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีในการร่วมลงทุนหรือเพิ่มทุนให้กับเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเอสเอ็มอี แต่ก็ต้องขอยืนยันว่า การบีบบังคับให้ขยายสินเชื่อไม่สามารถทดแทนกันได้ และในระยะยาวทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะทำให้ระบบการเงินเสียวินัย และทุกๆ ไม่กี่ปีก็ต้องเอาเงินภาษีของประชาชนจำนวนมากมาอุ้มเพื่อให้อยู่รอด

การลงทุนที่ซบเซา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวดี กระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาภายในของเราเองที่ทำให้เสียบรรยากาศ ต่างชาติลดน้ำหนักการลงทุนในไทย และหันไปเพิ่มน้ำหนักให้ประเทศเพื่อนบ้านแทน ตลาดหุ้นตกต่ำและราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ระดมทุนไม่ได้ เมื่อธุรกิจใหญ่ลงทุนไม่ได้หรือไม่ลงทุน ธุรกิจเล็กและธุรกิจต่อเนื่องก็อับเฉา

นอกจากนี้ บริษัทเรตติ้งเอเยนซี่ทั้งหลายก็ตั้งท่าจะลดอันดับเครดิตประเทศไทยลง หากการเมืองลากยาวจนเศรษฐกิจแย่ตามไปด้วย หากถูกลดอันดับเครดิตจริง ต้นทุนการเงินของทั้งรัฐและเอกชนสูงขึ้น ตลาดหุ้นเองก็ซบเซาหนัก แต่เงินจากต่างชาติก็หยุดไหลออกแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ตั้งแต่เฟดตั้งท่าจะลดมาตรการคิวอี เงินก็ทยอยไหลกลับไปบ้างแล้ว

ที่จริงตัวรัฐมนตรีคลังน่าจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ดี เพราะท่านอยู่ในวงการตลาดทุนมานาน ผมอยากแนะนำให้ท่านเลิกความพยายามในการเข้าไปแทรกแซงเรื่องสินเชื่อ และหันมาเน้นเรื่องที่ท่านถนัด โดยการฟูมฟักและพัฒนาตลาดทุนให้ก้าวหน้าต่อไป

ผมอยากเสนอมาตรการให้พิจารณา ดังนี้

หนึ่ง อยากให้เข้มงวดมากขึ้นในเรื่องจริยธรรม ความโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน อยากให้ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อยอย่างจริงจัง โดยปราบปรามการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภายใน และในเรื่องแต่งตั้งกรรมการอิสระ รัฐบาลอาจทำเป็นตัวอย่างในการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ โดยให้มีกรรมการที่เป็นอิสระจริงๆ จากการคัดเลือกขององค์กรอิสระอื่นๆ แทนการแต่งตั้งโดยนักการเมือง หรือตามใบสั่งของนักการเมือง

สอง ให้ชดเชยบริษัทจดทะเบียนที่ต้องดำเนินการตามข้อหนึ่ง ด้วยการลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยอาจอ้างอิงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของฮ่องกงกับสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้นำในเรื่องนี้

สาม อยากเห็นมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนจัดสรรเงินออมส่วนหนึ่งมาลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เล่นหรือเก็งกำไรหุ้น แต่เป็นการลงทุนทั้งตลาด โดยจัดให้มีเครื่องมือสำหรับลงทุนในดัชนีที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ ปัจจุบันกองทุนประเภทนี้มีอยู่บ้างแล้ว แต่ค่าบริหารจัดการยังสูงเกินสมควร อีกด้านหนึ่งอาจเพิ่มการลดหย่อนหรือเลื่อนเวลาประเมินภาษีเงินได้ของเงินส่วนที่นำมาลงทุน

เลิกหมกมุ่นเรื่องสินเชื่อเถอะครับ คงช่วยอะไรไม่ได้มาก

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์