posttoday
เอสเอ็มอีส่อเดี้ยงก.พ.ค้างชำระหนเพิ่ม30%

เอสเอ็มอีส่อเดี้ยงก.พ.ค้างชำระหนเพิ่ม30%

17 เมษายน 2557

จับตาเอสเอ็มอีค้างชำระหนี้ เดือน ก.พ.พุ่ง 30% แนะเร่งเจรจากับสถาบันการเงิน หวั่นหนี้เสียพุ่ง

จับตาเอสเอ็มอีค้างชำระหนี้ เดือน ก.พ.พุ่ง 30% แนะเร่งเจรจากับสถาบันการเงิน หวั่นหนี้เสียพุ่ง

นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) เปิดเผยว่า สถานการณ์ในภาพรวมของผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เริ่มมีปัญหาการค้างชำระหนี้ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เพิ่มสูงขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นว่า เอสเอ็มอีเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่องทางธุรกิจและยอดขายสินค้าที่ลดลงตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและปัญหาการเมืองในประเทศ

ขณะเดียวกัน เอสเอ็มอีมีปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่สัดส่วนการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงปลายปี 2556 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า แนวโน้มการก่อหนี้ของเอสเอ็มอีจะเป็นอย่างไร โดยข้อมูลหนี้เสียดังกล่าว นับจากจำนวนบัญชีของเอสเอ็มอีที่อยู่ในระบบและมีการขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ ไม่รวมถึงผู้ประกอบการที่อยู่นอกระบบซึ่งมีจำนวนมาก

ทั้งนี้ อยากแนะนำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหายอดขายที่ลดลง และทำให้เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทางธุรกิจ จนอาจเกิดปัญหาไม่มีเงินไปชำระหนี้เงินกู้กับธนาคารพาณิชย์ โดยต้องเข้าไปเจรจากับสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เพื่อให้ขยายเวลาชำระหนี้ออกไปก่อน รวมทั้งขอเจรจาเรื่องขอพักชำระเงินต้นเพื่อจ่ายดอกเบี้ยก่อน เพื่อทำให้มีกระแสเงินสดในบริษัทมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจสามารถประกอบกิจการต่อไปได้

“หากเอสเอ็มอีไม่เข้าไปเจรจากับสถาบันการเงินเรื่องขอยืดระยะเวลาชำระหนี้ อาจจะประสบปัญหาค้างชำระและกลายเป็นหนี้เสียตามมาได้ อยากแนะนำให้เอสเอ็มอีไปเจรจากับสถาบันการเงินดีที่สุด ไปขอเจรจายืดหนี้หรือพักชำระเงินต้น อย่าให้เกิดหนี้จะดีที่สุด” นายสุรพล กล่าว

สำหรับภาพรวมของผู้บริโภคชาวไทยก็ประสบปัญหาค้างชำระหนี้ในสัดส่วนประมาณ 30% เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ในปัจจุบันผู้ประกอบการจะต้องติดตาม 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.สถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด หากมีการขยายตัวต่ำกว่า 2% ต่อเนื่อง จะมีผลกระทบต่อบริษัทในประเทศได้ 2.ปัญหาค่าครองชีพของผู้บริโภคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 3.การค้างชำระหนี้ของผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่สูงขึ้น และ 4.สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ทั้งนี้ ถือเป็น 4 ปัจจัยลบที่อาจจะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการในระยะต่อไป“ในสถานการณ์ของประเทศที่เป็นแบบนี้ อยากแนะนำให้เอสเอ็มอีไปเจรจากับสถาบันการเงินดีที่สุด ไปขอเจรจายืดหนี้ หรือพักชำรพเงินต้น อย่าให้เกิดหนี้จะดีที่สุด” นายสุรพล กล่าว

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่มีความน่ากังวลว่าจะเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะเมื่อพิจารณาจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสถาบันการเงินทั้งระบบอยู่ที่ระดับ 3% เมื่อเทียบกับสินเชื่อทั้งหมด แตกต่างจากปี 2540 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เอ็นพีแอลในระบบสูงถึง 47.4% ถือว่าหนี้เสียในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ต่ำ แต่สิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป คือ ปัญหายอดค้างชำระในระบบระยะเวลา 13 เดือน ที่เริ่มสูงขึ้นแล้ว

พร้อมกันนี้ อยากแนะนำกับผู้ประกอบการที่เข้าไปขอสินเชื่อแล้วถูกปฏิเสธจากสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินดังกล่าวต้องทำหนังสือชี้แจงถึงสาเหตุที่ไม่ให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการทุกรายด้วย ดังนั้นหากสถาบันการเงินรายใดไม่ทำหนังสือให้แก่ผู้บริโภค ก็จะมีโทษทางอาญาที่ถูกปรับเงินด้วย จึงถือเป็นสิทธิ์ของผู้ประกอบการที่จะต้องขอทราบเหตุผลจากสถาบันการเงินอย่างเป็นทางการ

“ข้อมูลที่ผ่านมา การเป็นหนี้ของประชาชน ในปีก่อนหน้านี้ประชาชนประมาณ 1.6 ล้านครัวเรือน ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1หมื่นบาทต่อเดือนและต้องมีค่าใช้จ่ายนำไปชำระหนี้ 4,500 บาท แต่ในปี 56 ต้องนำเงินไปชำระหนี้สูงถึง 6,100 บาท เหลือเพียงเดือนละ 3,900 บาทแล้วประชาชนกลุ่มนี้จะอยู่อย่างไรในเวลา 30 วันกับเงินจำนวนดังกล่าว นอกจากนี้ ประชาชนอีก 3.7 ล้านครัวเรือน ที่มีเงินเดือนไม่เกิน 30,000 บาท และต้องแบ่งเงินเดือนในสัดส่วน 14% นำเงินไปจ่ายหนี้ แต่ในปีก่อนหน้านี้ สัดส่วนเงินเดือนที่ต้องแบ่งไปจ่ายหนี้เพิ่มเป็น 34% ทำให้สัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนในปี 56 มีสัดส่วนเป็น 82% เมื่อเทียบกับจีดีพี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ หนี้ภาคครัวเรือนมีสัดส่วน 77% เมื่อเทียบกับจีดีพี”

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล