
ปิดทางเลือกตั้ง
เป็นเวลาร่วม 4 เดือนแล้วที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสุญญากาศทางการเมือง หลังจากไม่มีรัฐบาลตัวจริงมาบริหารประเทศนับตั้งแต่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เป็นเวลาร่วม 4 เดือนแล้วที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสุญญากาศทางการเมือง หลังจากไม่มีรัฐบาลตัวจริงมาบริหารประเทศนับตั้งแต่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือน ธ.ค. 2556
รัฐบาลที่มีอยู่ถึงจะยังมีความมั่นคงในตำแหน่ง แต่ด้วยข้อจำกัดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงทำให้คณะรัฐมนตรีต้องตกอยู่ในสภาพมีอำนาจแต่บริหารไม่ได้ ทำได้แค่การบริหารงานทั่วไปเท่านั้น ครั้นจะตัดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่านั้นก็ต้องสอบความเห็นจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน
สภาพที่เห็นและเป็นอยู่เช่นนี้จะคงดำรงต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากยังไม่วี่แววว่าการเลือกตั้งรอบใหม่จะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ หลังจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. เพิ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญลงความเห็นให้เป็นโมฆะ
การชะลอและไม่เร่งรีบจัดการเลือกตั้งของ กกต. นั้นมีปัจจัยในทางการเมืองและกฎหมายเป็นตัวบีบบังคับผสมปนเปกันอยู่
ในมุมของกฎหมายอยู่ที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีสาระสำคัญในทำนองว่า “การไม่สามารถเปิดรับสมัคร สส.ได้ตามที่ กกต.กำหนด จะทำให้ กกต.ไม่สามารถเปิดรับสมัคร สส.ใหม่ในภายหลังได้ เนื่องจากจะทำให้เกิดวันเลือกตั้ง 2 วัน ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้วันเลือกตั้งต้องเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร”
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความเห็นมาในลักษณะนี้ ส่งผลให้ กกต.เองก็หวั่นใจว่าหาก กกต.ดำเนินการจัดเลือกตั้งไป และต่อมาเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่กลุ่ม กปปส.ไปขัดขวางการเลือกตั้งจนทำให้ไม่สามารถเปิดรับสมัคร สส.ได้ครบทุกพื้นที่อีก ย่อมเป็นเหตุให้มีคนไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้เป็นครั้งที่ 2
หากการเลือกตั้งต้องมีอันเป็นโมฆะอีกครั้ง ความเสียหายทั้งเศรษฐกิจและการเมืองจะตามมาอย่างมหาศาล ในแบบที่ กกต.เองก็ไม่สามารถแบกความรับผิดชอบได้ไหว กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ กกต.ไม่อยากเสี่ยงโดยไม่จำเป็นอีก
กกต.จึงเลือกที่ชะลอการเลือกตั้งแบบไม่มีกำหนด โดยหวังว่านานวันไปความขัดแย้งน่าจะเบาบางลงจนสามารถจัดเลือกตั้งได้เรียบร้อยเหมือนกับที่ กกต.เคยทำสำเร็จมาแล้ว เมื่อครั้งการจัดลงคะแนนเลือกตั้งทดแทนในช่วงเดือน มี.ค.
ทว่า การตัดสินใจของ กกต.ได้มาซึ่งเสียงคัดค้านของพรรคการเมืองจำนวนมากอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล ถึงขั้นมีการประชุมร่วมกันของพรรคการเมือง เพื่อแสดงพลังกดดันให้เร่งจัดการเลือกตั้ง แต่นั่นก็ไม่สามารถทำอะไร กกต.ได้ เนื่องจาก กกต.ถือความได้เปรียบตรงที่ไม่มีเงื่อนไขที่ต้องจัดการลงคะแนนเลือกตั้งภายใน 4560 วัน หลังจากการยุบสภามาเป็นตัวบังคับ
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เกิดขึ้น กกต.พยายามแก้ไขด้วยการเตรียมเชิญตัวแทนพรรคการเมืองในระดับที่สามารถทำการตัดสินใจได้ในนามพรรคได้มาหารือร่วมกันในวันที่ 22 เม.ย. ซึ่ง กกต.เองตั้งความหวังว่าน่าจะพอเห็นแสงสว่างจากปลายอุโมงค์บ้างไม่มากก็น้อย
ในส่วนของพรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ต่างยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับ กกต.เต็มที่ แต่มีคำถามตามมาว่าเวทีในวันที่ 22 เม.ย.จะเป็นหนทางนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ ในเมื่อต่างฝ่ายต่างยังมีเงื่อนไขกันอยู่
เงื่อนไขของพรรคประชาธิปัตย์คือ ขอให้มีการถ่ายทอดสด โดยอ้างเหตุผลเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
เงื่อนไขของพรรคเพื่อไทยคือ กกต.ต้องเร่งเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง
ข้อต่อรองดังกล่าวของสองพรรคการเมืองใหญ่ หากมองในเชิงหลักการและเหตุผล แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่สมควรรับฟังด้วยใจเป็นธรรม
เช่น การถ่ายทอดสด อย่างน้อยก็ช่วยให้สาธารณะได้รับรู้อย่างเปิดเผย หรือข้อเสนอขอให้ กกต.เร่งจัดการเลือกตั้ง ก็เป็นเรื่องที่ต้องสนับสนุน เพราะการเลือกตั้งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ไม่ทำให้ประเทศต้องอยู่ในภาวะสุญญากาศนานเกินไป
แต่ในความจริงทั้งสองพรรคกลับตั้งเงื่อนไขของการเข้าสู่เวทีของ กกต.บนพื้นฐานของการเอาชนะกันในทางการเมือง
พรรคประชาธิปัตย์ หวังจะใช้เวทีนี้ที่มีการถ่ายทอดเป็นเวทีวิพากษ์พาดพิงยิ่งลักษณ์ ส่วนพรรคเพื่อไทยต้องการใช้การเลือกตั้ง เพื่อให้รัฐบาลกลับมามีอำนาจโดยสมบูรณ์อีกครั้ง
เมื่อสองพรรคการเมืองใหญ่ตั้งเงื่อนไข จึงเท่ากับเป็นการผลักสถานการณ์ให้เข้าสู่ทางตันมากขึ้นไปอีก ยิ่งเป็นผลให้กลุ่ม กปปส.ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อขัดขวางการเลือกตั้ง
แน่นอนว่าด้วยสภาพแบบนี้การเลือกตั้งคงไม่อาจเกิดขึ้นได้ท่ามกลางความขัดแย้งและเงื่อนไขเช่นนี้ หรือถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ก็ไม่ได้มีหลักประกันว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น โดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหาเหตุให้นำไปสู่การให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะอีก
ดูแล้วนานวันสถานการณ์และบรรยากาศการเมืองตั้งแต่ปลายปี 2556 มาจนถึงปัจจุบันเริ่มใกล้เคียงกับภาพการเมืองเมื่อปี 2549 เข้าไปทุกขณะ เหลือเพียงแต่ว่าบทสรุปจะเหมือนหรือแตกต่างกันเท่านั้น







