
ทหารของประชาชน (1)
10 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 4 ปี ที่ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เสียชีวิตจากภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อยใน กทม. ใกล้ๆ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมกับทหารอื่นอีก 4 นาย โดยมีทหารบาดเจ็บอีกเป็นร้อยๆ ในค่ำคืนนั้น นับเป็นเหตุการณ์ที่สะท้านขวัญคนไทยจำนวนมาก
10 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 4 ปี ที่ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เสียชีวิตจากภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อยใน กทม. ใกล้ๆ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมกับทหารอื่นอีก 4 นาย โดยมีทหารบาดเจ็บอีกเป็นร้อยๆ ในค่ำคืนนั้น นับเป็นเหตุการณ์ที่สะท้านขวัญคนไทยจำนวนมาก
รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ประกาศขั้นตอนการใช้กำลังทหารจากเบาไปหนักตามมาตรการสากล ฝ่ายชุมนุมจึงต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์สุดเดช มีการใช้ของยาวของแข็งผลักดันทหารที่ใช้ได้แต่โล่กับกระบอง ทหารกองหน้าต้องรักษาวินัยอย่างเข้มแข็ง ผู้บังคับบัญชาก็ต้องสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารอดทนอดกลั้น ดันกันไปดันกันมาอยู่หลายชั่วโมงตั้งแต่กลางวันจนค่ำมืด ในที่สุดทหารเป็นฝ่ายถอยร่น
คืนนั้นชายชุดดำพร้อมอาวุธสงครามออกปฏิบัติการท่ามกลางมวลชนเสื้อแดงที่ถูกแกนนำบนเวทีบอกให้ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
ภาพวิดีโอที่ปรากฏคือ ระเบิดกระหน่ำลงใส่ฝ่ายทหารที่กำลังถอยกรูด ทหารกองหลังยิงปืนกลไปทางฝ่ายชุมนุมที่เป็นต้นทางของอาวุธสงคราม เพื่อคุ้มกันกองหน้าที่ลากเพื่อนซึ่งบาดเจ็บถอยออกมาอย่างทุลักทุเล แต่แล้วก็ส่งโรงพยาบาลไม่ได้เพราะถูกปิดล้อม ทหารบาดเจ็บต้องถูกเอาเครื่องแบบออก ไม่ให้ผู้ชุมนุมรู้ว่าเป็นทหาร มิฉะนั้นจะไม่ยอมให้ผ่านออกไปโรงพยาบาลได้ เป็นเวลามากกว่า 2 ชั่วโมงกว่า พล.อ.ร่มเกล้า ที่บาดเจ็บสาหัสจะไปถึงโรงพยาบาล
ชื่อของ พ.อ.ร่มเกล้า (ยศในขณะนั้น) ถูกเอ่ยถึงบนเวทีชุมนุมหลายครั้ง ฝ่ายทักษิณรู้จักเขาดีจากเหตุการณ์ไม่สงบ 1 ปีก่อนหน้านั้น ตั้งแต่วีรกรรมนำทหารต่อสู้กับการป่วนเมืองที่สามเหลี่ยมดินแดง จนถึงการชี้แจงเรื่องความไม่รุนแรงของทหาร ทั้งกับคณะกรรมาธิการของรัฐสภาและกับประชาชนในการเดินสายชี้แจงต่างจังหวัด แก้ต่างวาทกรรม “ทหารฆ่าประชาชน” ที่เคยถูกจุดกระแสไว้ตั้งแต่ปี 2552
เขาเป็นทหารที่เก่ง กล้าหาญ มีความเป็นผู้นำ ความคิดริเริ่ม และมุ่งมั่นทุ่มเทมาก พยานหลายปากในหนังสือ “ในความรัก” บ่งบอกว่าเขาเป็นมนุษย์ที่ไม่ธรรมดา ทั้งยังเป็นข้าราชการและเป็นทหารที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง
บทนำของหนังสือพูดถึงชีวิตที่เติมเต็มว่า “เกิดมาเพื่อทำหน้าที่ทุกอย่างเพื่อสิ่งที่เขารัก ตัวตนเขาไม่เคยเสแสร้งทำในสิ่งที่ฝืนความรู้สึก” เขาเป็นคนเข้มงวดแข็งกร้าว ตรงไปตรงมา แต่เป็นคนใจดีมีเมตตาสูง ละเอียดอ่อน คุยสนุก มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
“หากคุณคิดว่าคุณเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของร่ม เพราะเห็นร่มทำอะไรให้มากมาย คุณไม่ใช่คนเดียวหรอกที่คิดแบบนี้”
ร่มเกล้าต้องเป็นนักบริหารเวลาที่สุดยอด และเขาก็บริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เขาได้พัฒนาตนเองให้ความสามารถรอบด้าน ทั้งบู๊ ทั้งบุ๋น ใฝ่รู้ อ่านหนังสือสัปดาห์ละกว่า 10 เล่ม เช่น เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เทคโนโลยี ภาษาอังกฤษ เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ประวัติศาสตร์ โหราศาสตร์ พุทธศาสนา ฯลฯ
เขาเติบโตมาในครอบครัวคาทอลิก ทุกวันอาทิตย์เขาจะเข้ากรุงเทพฯ มาพาพ่อแม่ไปโบสถ์เสมอ แต่หนังสือเล่มเดียวที่เขาสั่งภรรยาว่าตายแล้วอยากเอาไปด้วยเป็นหนังสือพุทธ เขาไม่ยึดติด แม้จะมีงานศพพิธีพุทธ แต่ร่างของเขาถูกฝังในสุสานคริสต์ตามที่ครอบครัวปรารถนา
ในการฉลองยศร้อยตรีกับเพื่อน เขาไม่ยอมกินเหล้าแพง เพราะ “ตัดสินใจรับราชการเพื่อรับใช้บ้านเมือง เป็นข้าราชการต้องประหยัด จะซื่อสัตย์และจงรักภักดี”
เขาเป็นข้าราชการที่มีสำนึกต่อประชาชน “ข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด มาจากภาษีอากรของราษฎร...เราต้องฝึกให้คุ้ม...เหงื่อคืนแผ่นดิน” เขาจงรักภักดีอย่างมีเหตุผล “เรามีพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุดในโลก ทำทุกอย่างเพื่อจะให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข โดยพระองค์ไม่ทรงย่อท้อ เราเป็นไทย อยู่ได้เพราะบรรพบุรุษของพระองค์”
ร่มเกล้านำกองพันปฏิบัติภารกิจชายแดนใต้ 1 ปี โดยไม่มีการสูญเสียชีวิต เขาปฏิบัติตามพระราชดำรัส “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ด้วยความเชื่อที่ว่า “เราจะหยุดการฆ่าด้วยการฆ่าไม่ได้” เขาตระเวนพบปะประชาชนและออกตรวจพื้นที่เสี่ยงทุกคืน
“ร่มเกล้าอยากเป็นทหารทั้งที่สมองของเพื่อนดีพอที่จะสอบเข้าคณะแพทย์หรือวิศวกรรมได้...แววตาที่มุ่งมั่นแต่เยาว์วัย จริงจังในการปฏิบัติตนในกรอบวินัยอย่างเข้มแข็ง... เหมาะสมกับงานทางทหาร ซึ่งแม้ว่าเหน็ดเหนื่อยและเสี่ยงต่อความสูญเสีย แต่ก็ต้องมีคนรับภาระที่หนักอึ้งนี้อยู่เสมอ...”
เขาเขียนบอกภรรยาว่า “ความเป็นทหาร มิได้ขายชีวิตแลกกับอะไร แต่ทหารทุกคนมีความภูมิใจในส่วนลึกๆ ว่าเราได้เสียสละอะไรหลายๆ อย่างเพื่อส่วนรวม...และได้ทำสิ่งที่น้อยคนจะทำได้” นี่เป็นอุดมการณ์อันสูงส่งของทหารอาชีพ
ประเทศไทยสูญเสียคนดีที่หาตัวจับยากอย่างนี้ก่อนเวลาอันควร ที่สำคัญ ไม่น่ามีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น คนไทยประหัตประหารกันเอง ทหารของประชาชนถูกฆ่าด้วยน้ำมือประชาชน
เหตุการณ์ 10 เม.ย. 2553 ควรจะเป็นบทเรียนที่ใหญ่หลวงของสังคม แต่ 4 ปีให้หลัง ดูเหมือนจะเป็นบทเรียนที่สังคมไทยยังไม่รู้
หากประชาชนและนักการเมืองจะดูการใช้ชีวิตของผู้สูญเสียที่ชื่อ ร่มเกล้า ธุวธรรม เป็นตัวอย่าง ไม่ว่าในฐานะทหาร ข้าราชการ หรือมนุษย์คนหนึ่ง สังคมไทยคงจะเรียนรู้ได้เร็วขึ้น







