
ศึกชิงประมุขวุฒิสภาชี้ชะตานายกฯม.7
ญี่ปุ่นฉลอง 50 ปี แห่งการสถาปนาระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเมื่อปี 2554 หนึ่งในกิจกรรมเฉลิมฉลองก็คือ การริเริ่มโครงการความร่วมมือกับธนาคารโลกส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก พัฒนาระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage) ตามนโยบาย “ยุทธศาสตร์การทูตเรื่องสุขภาพโลก” (The Strategy on Global Health Coverage) ของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ที่ประกาศในเวลาต่อมาเมื่อเดือน พ.ค. พ.ศ. 2556 นโยบายดังกล่าวมีการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารการแพทย์แลนเซต ฉบับประจำวันที่ 1420 ก.ย. พ.ศ. 2556
ญี่ปุ่นฉลอง 50 ปี แห่งการสถาปนาระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเมื่อปี 2554 หนึ่งในกิจกรรมเฉลิมฉลองก็คือ การริเริ่มโครงการความร่วมมือกับธนาคารโลกส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก พัฒนาระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage) ตามนโยบาย “ยุทธศาสตร์การทูตเรื่องสุขภาพโลก” (The Strategy on Global Health Coverage) ของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ที่ประกาศในเวลาต่อมาเมื่อเดือน พ.ค. พ.ศ. 2556 นโยบายดังกล่าวมีการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารการแพทย์แลนเซต ฉบับประจำวันที่ 1420 ก.ย. พ.ศ. 2556
ระหว่างวันที่ 56 ธ.ค. พ.ศ. 2556 มีการจัดประชุมที่กรุงโตเกียว เรื่องการครอบคลุมสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน (Global Conference on Universal Health Coverage for Inclusive and Sustainable Growth) ผู้เขียนเป็น 1 ใน 4 คนไทยที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ทำให้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องระบบประกันสุขภาพของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น
การประชุมสองวันดังกล่าว วันแรกเป็นการประชุมทางวิชาการเพื่อสรุปบทเรียนการศึกษาของ 11 ประเทศ เรื่องการครอบคลุมสุขภาพถ้วนหน้า วันที่สองเป็นการประชุมระดับนโยบาย โดยมีผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ เช่น ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ประธานธนาคารโลก ผู้แทนกองทุนโลกเพื่อเอดส์ วัณโรคและมาลาเรีย ผู้แทนมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ และรัฐมนตรีของหลายประเทศเข้าร่วมประชุมด้วย
ธนาคารโลกได้ทำการศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์บทเรียนจากประเทศต่างๆ รวม 11 ประเทศ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เพิ่งเริ่มนโยบายครอบคลุมสุขภาพถ้วนหน้า ยังครอบคลุมประชากรได้น้อย ได้แก่ บังกลาเทศ และเอธิโอเปีย กลุ่มที่ 2 เริ่มลงมือพัฒนาไปบ้าง จนสามารถขยายการครอบคลุมได้อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ กานา อินโดนีเซีย เปรู และเวียดนาม กลุ่มที่ 3 สามารถครอบคลุมประชากรได้อย่างทั่วถึงแล้ว อยู่ในขั้นของการพัฒนาคุณภาพและสร้างความยั่งยืนด้านการเงิน ได้แก่ บราซิล ไทย และตุรกี กลุ่มที่ 4 พัฒนาระบบจนสามารถปรับตัวรับกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป และมีระบบการเงินการคลังที่สนับสนุนอย่างเข้มแข็ง ได้แก่ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น
สำหรับประเทศไทย ดร.วลัยพร พัชรนฤมล จากสำนักพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ เป็นผู้นำเสนอประสบการณ์จากประเทศไทยได้อย่างกระชับ ชัดเจน และสามารถตอบคำถามยากๆ หลายคำถามได้อย่างดี ทำให้ได้รับการชื่นชมอย่างมาก จุดเด่นของประเทศไทยนอกจากสามารถสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างประหยัดมากแล้ว คือการที่ไทยสามารถสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ แม้ไทยจะเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และสามารถสร้างความครอบคลุมประชากรถ้วนหน้าได้หลังวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพียง 4 ปี
แน่นอนว่าเรายังมีเรื่องต้องพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะปัญหาความไม่เท่าเทียมระหว่างประชากรส่วนใหญ่กับผู้ได้เปรียบในกลุ่มข้าราชการและพนักงานของรัฐตลอดจนปัญหาคุณภาพบริการที่ยังแตกต่างกันมากระหว่างเมืองหลวง เมืองใหญ่ และชนบท ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ คำถามที่เราถูกถามมากและตอบยากคือ เรื่องนโยบายเมดิคัลฮับว่ากระทบต่อคุณภาพการบริการในชนบทมากน้อยแค่ไหน เรื่องที่เราโชคดีที่ไม่มีคนถามคือความล้มเหลวของระบบประกันผู้ประสบภัยจากรถ
ในกลุ่มที่ 4 นอกจากญี่ปุ่นแล้ว อีกประเทศหนึ่งที่น่าสนใจคือ ฝรั่งเศส ซึ่งเริ่มนโยบายครอบคลุมสุขภาพถ้วนหน้าช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และเพิ่งบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเมื่อ พ.ศ. 2543 เมื่อรัฐบาลตัดสินใจเพิ่มหลักประกันสุขภาพให้แก่คนยากจนด้วยการสนับสนุนงบประมาณให้แก่ประชากรกลุ่มนี้โดยตรง
ไม่แปลกที่พระเอกของงานนี้คือ ญี่ปุ่น ซึ่งสามารถสร้างระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างงดงาม พญ.มาร์กาเรต ชาน ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวในสุนทรพจน์ในช่วงเริ่มต้นของการประชุมวันที่สองชื่นชมระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของญี่ปุ่นว่าเป็นระบบที่สะท้อน “สุขภาพดี ในราคาย่อมเยา และเท่าเทียม” อย่างแท้จริง การประชุมครั้งนี้ ญี่ปุ่นได้สรุปบทเรียนนำเสนอทั้งโดยนักวิชาการและผู้รับผิดชอบในระดับสูงไว้อย่างน่าสนใจ พอจะประมวลและสรุปเป็นความเห็นของผู้เขียนได้ ดังนี้
เรื่องแรกเป็นเรื่องกำเนิดและพัฒนาการของระบบประกันสุขภาพของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเริ่มนโยบายเรื่องประกันสุขภาพตั้งแต่ พ.ศ. 2465 และสามารถเริ่มระบบประกันสุขภาพให้แก่แรงงานฝีมือตั้งแต่ พ.ศ. 2470 เพื่อวัตถุประสงค์สำคัญในขณะนั้นคือ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและแก้ปัญหาการประท้วงของคนงาน ช่วงแรกสามารถครอบคลุมประชากรได้น้อยมากราวร้อยละ 3 เท่านั้น ต่อมาจึงเริ่มระบบประกันสุขภาพแก่ชาวนาและผู้ประกอบการรายย่อย เมื่อ พ.ศ. 2481 วิธีการคือส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ เริ่มจากระบบสมัครใจ วัตถุประสงค์สำคัญนอกจากเพื่อช่วยเหลือประชาชนในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกแล้ว ยังเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนและกองทัพตามยุทธศาสตร์เพื่อเตรียมทำสงครามในขณะนั้น
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ท่ามกลางซากปรักหักพังและภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ญี่ปุ่นฟื้นฟูบูรณะประเทศด้วยการสร้างสวัสดิการสังคม โดยการสร้างระบบประกันสุขภาพขึ้นใหม่ตั้งแต่ พ.ศ. 2491 มีการตัดสินใจทางนโยบายที่สำคัญเมื่อ พ.ศ. 2495 เพิ่มการสนับสนุนทางการเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในนโยบายประกันสุขภาพ
นโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า แม้จะเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องเผชิญแรงต่อต้านโดยเฉพาะจากองค์กรวิชาชีพ เมื่อนายกรัฐมนตรี อิชิโร ฮาโตะยามะ ประกาศนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้าเมื่อ พ.ศ. 2499 แพทยสมาคมญี่ปุ่นออกมาคัดค้าน เพราะเกรงจะกระทบต่อรายได้ของสมาชิก แต่เพราะทั้งผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบการต่างสนับสนุน ทำให้นโยบายยังคงเดินหน้าต่อมา จนกระทั่ง พ.ศ. 2504 ญี่ปุ่นก็สามารถบรรลุการประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อองค์กรปกครองท้องถิ่นแห่งสุดท้ายสามารถสร้างหลักประกันสุขภาพให้แก่ประชาชนทุกคนในเขตรับผิดชอบได้ทั้งหมด







