
ความจริงพลังงาน 3
ในสัปดาห์นี้ ความจริงตั้งใจจะเสนอแนวคิดทางเศรษฐกิจในเรื่องอื่นบ้าง แต่หลังจากที่เสนอเรื่องความจริงพลังงานไปสองสัปดาห์ติดต่อกัน ปรากฏว่ามีผู้อ่านเป็นจำนวนมากชอบและนำไปเผยแพร่ต่อเป็นจำนวนมาก โดยบอกว่าอธิบายเรื่องพลังงานได้ตรงและเข้าใจง่ายดี และขอให้นำเสนออีก จึงขออนุญาตนำเสนอต่ออีกหนึ่งสัปดาห์
ในสัปดาห์นี้ ความจริงตั้งใจจะเสนอแนวคิดทางเศรษฐกิจในเรื่องอื่นบ้าง แต่หลังจากที่เสนอเรื่องความจริงพลังงานไปสองสัปดาห์ติดต่อกัน ปรากฏว่ามีผู้อ่านเป็นจำนวนมากชอบและนำไปเผยแพร่ต่อเป็นจำนวนมาก โดยบอกว่าอธิบายเรื่องพลังงานได้ตรงและเข้าใจง่ายดี และขอให้นำเสนออีก จึงขออนุญาตนำเสนอต่ออีกหนึ่งสัปดาห์
เรื่องที่ 8 ประเทศไทยขุดน้ำมันได้เองวันละประมาณแสนกว่าบาร์เรลเท่านั้นไม่ใช่วันละเป็นล้านบาร์เรลตามที่ถูกโจมตี โดยน้ำมันที่ขุดได้บางแหล่งอาจจะไม่ตรงกับสเปกของโรงกลั่นในประเทศไทย จึงมีการส่งออกบ้างแต่ไม่มาก และในไม่ช้านี้อาจจะมีการห้ามส่งออกน้ำมันดิบที่ขุดได้นี้แล้ว เพื่อป้องกันการโจมตีเพื่อให้เข้าใจผิด และให้เก็บเป็นสำรองของประเทศ อีกทั้งหลายคนอาจจะไม่ทราบว่าประเทศลาวไม่มีโรงกลั่นน้ำมัน ดังนั้น ประเทศลาวจึงนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากไทยถึง 7080% ของปริมาณการใช้น้ำมันทั้งหมด ที่เหลือนำเข้าจากเวียดนาม
เรื่องที่ 9 ประเทศไทยใช้น้ำมันดิบวันละประมาณ 1 ล้านบาร์เรล โดยนำเข้าประมาณ 89 แสนล้านบาร์เรล และขุดได้เองประมาณ 1 แสนกว่าบาร์เรลตามที่บอก ดังนั้น ประเทศไทยมีความเสี่ยงทางพลังงานอย่างมากเพราะต้องนำเข้าในสัดส่วนที่สูง หากวันใดที่ไม่สามารถนำเข้าได้ ประเทศไทยจะไม่มีน้ำมันใช้ โดยปัจจุบันมีการสำรองน้ำมันอยู่ประมาณ 40 วันเท่านั้น ดังนั้น การเพิ่มการสำรองน้ำมันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
เรื่องที่ 10 ประเทศไทยสามารถพัฒนาตัวเองให้เป็นศูนย์กลางทางพลังงานของภูมิภาคนี้แทนที่สิงคโปร์ได้ และการกำหนดราคาน้ำมันของภูมิภาคก็จะมาขึ้นกับประเทศไทยแทนที่จะเป็นประเทศสิงคโปร์ หากประเทศไทยจะเดินหน้าทำโครงการแลนด์บริดจ์ในพื้นที่ภาคใต้ ที่จะเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรทั้งสองฝั่ง คือ ฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย ซึ่งจะเป็นการประหยัดระยะเวลาการขนส่งน้ำมันให้กับโลกที่ปัจจุบันใช้เส้นทางผ่านช่องแคบมะละกาอยู่ โดยจะทำให้การเดินทางสั้นลง 47 วันเลยทีเดียว ซึ่งจะทำให้การขนส่งน้ำมันของภูมิภาควันละหลายสิบล้านบาร์เรลจะมาใช้แลนด์บริดจ์นี้เกือบทั้งหมด โดยโครงการจะมีท่อส่งน้ำมันเชื่อมต่อสองฝั่งมหาสมุทร อีกทั้งมีโรงกลั่นน้ำมันและธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้อย่างมากโดยเฉพาะใน 4 จังหวัดภาคใต้ที่มีปัญหาอยู่ และจะต้องมีแผนงานในการกระจายรายได้ให้กับท้องถิ่นโดยการเก็บรายได้ส่วนหนึ่งเข้าบำรุงท้องถิ่น ซึ่งจะได้เงินจำนวนมหาศาลมาพัฒนาภาคใต้ และจะเกิดการจ้างงานอย่างมาก ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาภาคใต้ได้อย่างบูรณาการ นอกจากนี้ ยังจะเป็นการแก้ปัญหาการสำรองน้ำมันของประเทศด้วย เพราะจะมีน้ำมันดิบผ่านประเทศไทยเป็นจำนวนมหาศาลทุกวัน แต่ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคการเมืองที่มีอิทธิพลในพื้นที่ภาคใต้ จะต้องเห็นความสำคัญและมองเห็นความเจริญของประเทศร่วมกัน เพราะโครงการนี้จะทำรายได้ให้กับประเทศไทยและประชาชนในจังหวัดภาคใต้อย่างมหาศาล ซึ่งหากพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยและต่อต้านเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยอ้างเรื่องสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว โครงการนี้ก็คงเกิดยาก จึงอยากให้แกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ได้มาศึกษาโครงการนี้อย่างละเอียด แทนที่จะใช้เวลาไปเรียกร้องระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่เป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
เรื่องที่ 11 ประเทศไทยใช้รถบรรทุกขนส่งน้ำมันปีละเป็นล้านเที่ยว ซึ่งสิ้นเปลืองพลังงานและเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ดังนั้น การเดินท่อส่งน้ำมันไปยังภาคเหนือและภาคอีสานจะทำให้ลดปริมาณการขนส่งน้ำมันทางรถบรรทุกได้มาก และอยากให้มีการเร่งดำเนินการ
เรื่องที่ 12 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างเป็นรูปธรรม โดยในสมัยที่ผู้เขียนดำรงตำแหน่ง รมว.พลังงาน ได้ผลักดันให้มีการยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 91 จนสำเร็จ ซึ่งต่อมาทำให้มีการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นจากวันละล้านกว่าลิตร เป็นวันละ 3 ล้านลิตร ซึ่งทำให้ประหยัดการนำเข้าน้ำมันและมีเงินไหลเวียนในประเทศ โดยเกิดประโยชน์อย่างมากกับเกษตรกรที่ปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง โดยรัฐบาลมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้มีการใช้เอทานอลถึงวันละ 9 ล้านลิตร
เรื่องที่ 13 เนื่องจากราคาก๊าซแอลพีจีที่ขายอยู่ในประเทศต่ำกว่าราคาก๊าซแอลพีจีในตลาดโลกมาก และประเทศไทยแม้จะผลิตก๊าซแอลพีจีได้เองส่วนหนึ่ง แต่ก็ต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจี เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่กองทุนน้ำมันฯ และขจัดการลักลอบขนส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ราคาแพงกว่าเป็นเท่าตัว โดยความจำเป็นเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ทราบดี เพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ริเริ่มในการลอยตัวค่าก๊าซแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรม โดยขึ้นราคาไตรมาสละ 3 บาท ทั้งหมด 4 ไตรมาสทำให้ราคาก๊าซแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มจาก 18.13 บาทเป็น 30.13 บาทใน 1 ปี แต่เมื่อรัฐบาลต่อมามีการลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่งและต่อมาในภาคครัวเรือนบ้าง แต่ยังช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย พรรคประชาธิปัตย์ทั้งๆ ที่ทราบความจำเป็นดีเพราะเป็นผู้ริเริ่มในการลอยตัว แต่ก็ออกมาต่อต้าน
เรื่องพลังงานยังมีอีกมาก จึงขอเสนอข้อเท็จจริงเฉพาะเรื่องที่เป็นประเด็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งถ้ามีโอกาสคงได้มาอธิบายกันอีก







