
ผวาดอกเบี้ยโลกขาขึ้นศก.เกิดใหม่ต้องเร่งปฏิรูป
แม้ว่าในปัจจุบันปัญหาทุนไหลออกในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะเริ่มซาลงไปบ้างแล้ว ทว่าปัญหาดังกล่าวยังไม่อาจไว้วางใจได้มากนัก
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
แม้ว่าในปัจจุบันปัญหาทุนไหลออกในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะเริ่มซาลงไปบ้างแล้ว ทว่าปัญหาดังกล่าวยังไม่อาจไว้วางใจได้มากนัก
เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ปัญหาดังกล่าวดูจะผ่อนคลายลงชั่วขณะเท่านั้น และหากมองออกไปยาวๆ แล้วคาดว่าปัญหานี้จะกลับมาทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มเดินหน้าลดวงเงินที่ใช้ในมาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ต่อเดือนลงมาเหลือที่ 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมกับส่งสัญญาณว่าอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2015 หลังจากที่เคยตรึงไว้ต่ำที่ 0-0.25% มานานกว่า 5 ปี
ผลพวงจากการที่หลายฝ่ายเริ่มมองเห็นชัดแล้วว่า สหรัฐกำลังเตรียมจะหันหน้าไปสู่การใช้นโยบายการเงินแบบปกตินี้เอง โดยเฉพาะการปรับดอกเบี้ยขึ้น คาดว่าจะยิ่งสร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในอนาคต
เนื่องจากจะยิ่งทำให้นักลงทุนเร่งขายสินทรัพย์ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ดูมีแนวโน้มเศรษฐกิจอ่อนแอทิ้ง พร้อมกับกดดันให้อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งจะทำให้การบริหารจัดการหนี้สินในหลายประเทศประสบกับความยากลำบากอีกด้วย
ล่าสุด ฮุนโฮซอก รัฐมนตรีคลังเกาหลีใต้ ถึงกับต้องออกมากล่าวในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ จี20 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเสี่ยงจะเผชิญกับภาวะดอกเบี้ยโลกขาขึ้น และทุกฝ่ายจำเป็นต้องจับตาการชะลอการถอนมาตรการอัดฉีดทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วให้ดี
คำเตือนของขุนคลังแดนกิมจิถือเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงความวิตกกังวลต่อภาวะดอกเบี้ยโลกขาขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเกาหลีใต้คือหนึ่งในประเทศที่มีหนี้ภาคครัวเรือนสูงมาก โดยในจำนวนหนี้ทั้งหมดมากกว่า 80% เป็นหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่อิงกับอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ดังนั้นการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยโลกจึงส่อแววว่าจะเป็นภัยต่อเศรษฐกิจของเกาหลีอย่างจัง
ความเสี่ยงดังกล่าว ทำให้ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) มองเห็นตรงกันว่าปัจจัยทุนไหลออกและความผันผวนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ จะกลายมาเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
โดยในรายงานฉบับล่าสุดที่ออกมาต้นเดือน เม.ย. ของไอเอ็มเอฟ ถึงกับต้องปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในปีนี้ลงมาเหลือที่ 4.8% จากเดิมที่คาดไว้ 5% ขณะที่ปี 2015 ลดลงเหลือ 5.3% จากเดิม 5.4%
นอกจากปัจจัยการหันกลับไปใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดของสหรัฐแล้ว ก็ยังมีปัจจัยเสริมอย่างปัญหาความเสี่ยงเงินฝืดในประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งยุโรปและญี่ปุ่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และวิกฤตการเมืองในยูเครนเข้ามาเสริมอีก
ดังนั้น ความผันผวนทางเศรษฐกิจที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะเผชิญนับจากนี้ จึงต้องเรียกว่าสาหัสสากรรจ์เป็นอย่างยิ่ง
เพราะเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่เมื่อสถานการณ์โลกเกิดความไม่แน่นอน หรือเกิดสงครามการเผชิญหน้าขึ้น นักลงทุนก็ย่อมอยากจะหลีกลี้หนีไปจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะที่อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา พร้อมกับหันเหกลับไปลงทุนในประเทศพัฒนาแล้ว หรือสินทรัพย์ที่ดูมั่นคงกว่า เช่น ทองคำแทน
โดยล่าสุดปัญหายูเครนนั้นดูท่าจะลุกลามกลายเป็นปัญหาการแบ่งแยกประเทศออกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ หลังมีกลุ่มติดอาวุธจำนวนหนึ่งบุกเข้ายึดอาคารสถานที่ราชการในภาคตะวันออกของยูเครนหลายเมือง เพื่อเรียกร้องแบ่งแยกดินแดนไปรวมกับรัสเซีย ซึ่งกรณีนี้ได้นำไปสู่เงื่อนไขการเผชิญหน้าของ สอง ขั้วมหาอำนาจโลก ระหว่างฝ่ายชาติตะวันตกซึ่งนำโดยสหรัฐกับรัสเซียมากขึ้นไปทุกทีๆ
เห็นได้จากการที่ต่างฝ่ายต่างออกมาขู่จะงัดมาตรการต่างๆ ออกมาสู้กัน เช่น สหรัฐ ที่ออกมาขู่ว่าจะเพิ่มความรุนแรงต่อการใช้มาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจต่อแดนหมีขาวมากขึ้น ขณะที่รัสเซียขู่ว่าจะตัดการส่งก๊าซธรรมชาติและพลังงานกับยูเครน หากรัฐบาลกรุงเคียฟซึ่งหนุนหลังโดยสหรัฐยังไม่ชำระหนี้ที่ค้างไว้
จึงไม่แปลกที่ในระหว่างการประชุมไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ที่กรุงวอชิงตัน ทาง ทามัน ชันมักกะรัตนัม รัฐมนตรีคลังสิงคโปร์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการด้านการเงินและนโยบายการเงินของไอเอ็มเอฟ จะใช้โอกาสนี้ออกโรงเรียกร้องให้ทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่เร่งเดินหน้าการปฏิรูปต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของตนเอง เพื่อให้พร้อมรับมือกับปัญหาทุนไหลออกในอนาคต
เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณชัดแล้วว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญแล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะความผันผวนหนักขึ้น
“นั่นไม่ใช่ปรากฏการณ์ระยะสั้น แต่นั่นเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องอยู่ในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนว่ามีความเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้วในระบบการเงินโลก ไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนเงินทุนที่มากขึ้น และการเปลี่ยนแปลงการลงทุน ทั้งในกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรและกองทุนรวมต่างๆ” ชันมักกะรัตนัม กล่าว
ขณะที่ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ กล่าวเสริมว่า แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นมาก แต่ยังมีสิ่งที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะการฟื้นตัวที่ไม่เป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและช้าเกินไป
ดังนั้น ทุกประเทศจึงต้องเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะช่วยพัฒนาและช่วยเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การปฏิรูปดังกล่าวประกอบไปด้วย การปรับสมดุลหนี้ทั้งของภาคบริษัทเอกชนและภาครัฐบาล รวมไปถึงการจัดการล้างหนี้เสียและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบธนาคารให้มากขึ้น ตลอดจนถึงการปรับปรุงตลาดแรงงานให้สามารถขยายตำแหน่งงาน เพื่อดึงให้คนว่างงานนับล้านคนทั่วโลกได้กลับมามีงานทำ หลังจากที่คนจำนวนมากต้องกลายเป็นคนว่างงานจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008
จึงนับเป็นงานเร่งด่วนที่เหล่าผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงินทั่วโลก จะต้องเร่งจัดการปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศให้เข้าที่เข้าทาง เพื่อรองรับกับทิศทางดอกเบี้ยโลกที่จะผันแปรไปตามนโยบายการเงินของชาติมหาอำนาจในอนาคต
เป็นสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้จริงๆ







