
ลดต้นทุน-ปิดทางคอร์รัปชั่น
ระบบข้าราชการหรืองานปกครองที่ยุ่งยากซ้ำซ้อน เป็นโอกาสให้ข้าราชการเรียกสินบนอย่างไรก็ได้พูดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ไม่พูดถึงคอร์รัปชั่นเลย ประเทศที่อยากจะก้าวหน้าไปได้เร็วๆ ก็ต้องถือเอาการปรับปรุงงานปกครองให้สั้นง่ายไม่ซ้ำซ้อน หรือที่เรียกกันว่า “Administrative Simplification” เป็นภารกิจสำคัญอยู่ดี
ระบบข้าราชการหรืองานปกครองที่ยุ่งยากซ้ำซ้อน เป็นโอกาสให้ข้าราชการเรียกสินบนอย่างไรก็ได้พูดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ไม่พูดถึงคอร์รัปชั่นเลย ประเทศที่อยากจะก้าวหน้าไปได้เร็วๆ ก็ต้องถือเอาการปรับปรุงงานปกครองให้สั้นง่ายไม่ซ้ำซ้อน หรือที่เรียกกันว่า “Administrative Simplification” เป็นภารกิจสำคัญอยู่ดี
ทั้งนี้ เพราะต่อให้ไม่มีเรื่องค่าน้ำร้อนน้ำชาเข้ามาเกี่ยวข้อง งานปกครองโดยตัวของมันเอง มันมีราคาสูง และก็เป็น “ต้นทุน” แก่ประเทศอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนโดยตรง กล่าวคือ ค่าใช้จ่ายของเอกชนในการดำเนินการ หรือกรอกข้อมูล ทำงานเอกสารต่างๆ ตามที่กฎหมายบังคับ หรือต้นทุนโดยอ้อม กล่าวคือ
การที่เอกชนไม่ยอมผลิตหรือสร้างสรรค์เต็มศักยภาพ เพราะคร้านจะผ่านขั้นตอนอันยืดยาดซ้ำซ้อนของกฎหมาย ดังนั้น หากไม่คอยควบคุมระบบข้าราชการและงานปกครองเหล่านี้ให้มีอยู่แต่เท่าที่จำเป็น ทรัพยากรของประเทศมีเท่าไหร่ก็จะพานมาหมดเปลืองกับต้นทุนเหล่านี้ ไม่เหลือพอไปแข่งอะไรกับใครได้
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ ประเทศจอร์เจีย เพราะประเทศจอร์เจียนั้น แต่ก่อนก็ได้ชื่อว่าคอร์รัปชั่นและมีระเบียบหยุมหยิมมากมาย แต่พอถึงปี 2005 รัฐบาลได้ตัดสินใจแก้ปัญหาโดยให้รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับเอกชนแต่น้อยที่สุด หน่วยงานที่เคยหลากหลายกระจัดกระจายถูกยุบ แล้วก็ตั้งเป็นศูนย์บริการครบวงจรขึ้นมา การตรวจสอบอะไรต่างๆ ถูกลดทอนออกไปมากต่อมาก โดยรัฐบาลจอร์เจียคิดง่ายๆ ว่าการอนุญาต อนุมัติ หรือการควบคุมอะไรที่ถึงมีไปก็ไม่ได้ประโยชน์สมความมุ่งหมาย เช่น มีแล้วถูกคอร์รัปชั่นแทรกแซงจนการควบคุมไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือมีแล้วหน่วยงานที่รับผิดชอบมีศักยภาพไม่เพียงพอที่จะบังคับหรือกำกับการให้เป็นไปตามกฎหมาย รัฐบาลก็จะตัดทิ้งไปเสียเลย เรียกว่าจากใบอนุญาตที่เคยมีอยู่ 900 กว่าชนิด รัฐบาลก็ตัดจนเหลือเพียง 137 ชนิดเท่านั้น แต่ผลจากการทำอย่างนี้ ได้ทำให้การขอใบอนุญาตก่อสร้างในจอร์เจียลดเวลาจาก 196 วัน มาเป็นเพียง 98 วัน และทำให้ลำดับของจอร์เจียใน “ดัชนีความง่ายในการประกอบธุรกิจ (Doing Business Index)” ขึ้นจากลำดับที่ 112 ในปี 2005 มาเป็นลำดับที่ 12 ในปี 2012 ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
ทั้งนี้ เวลาจะทำเรื่องลดภาระหรือต้นทุนจากระบบข้าราชการและงานปกครองอย่างนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนหรือสำหรับประเทศที่งบน้อย เขาก็จะทำโดยการสำรวจความเห็นของบรรดาผู้ที่มีเรื่องต้องเกี่ยวข้องกับกฎระเบียบแต่ละเรื่อง แล้วก็พยายามปรับลดไปตามนั้น แต่ปัญหาก็คือการปรับลดตามความเห็นอย่างนี้หามาตรฐานไม่ได้ และที่สำคัญก็คือ วัดผลลำบาก ทำแล้วได้ผลไม่ได้ผล ก็ไม่รู้จะเทียบกับอะไร ในภายหลังจึงมีการพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า Standard Cost Model ขึ้นมา
หลักการคร่าวๆ ของการทำ Standard Cost Model ก็คือ เขาจะเอากฎระเบียบทั้งหลายมาแตกออกว่าแต่ละฉบับสร้างภาระให้เอกชนกี่เรื่อง (เช่น ภาระในการให้ข้อมูล กรอกข้อมูล หรือดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใด ฯลฯ) เสร็จแล้วก็ไปสัมภาษณ์เอกชนว่า ในการดำเนินการให้ภาระแต่ละเรื่องลุล่วงนั้น เอกชนต้องใช้ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายกี่บาท (Price) ต้องใช้เวลายาวนานเท่าใด (Time) และมีเอกชนที่ต้องแบกรับภาระเช่นนั้นเป็นจำนวนกี่คน หรือบ่อยขนาดไหน (Quantity) จากนั้นก็คำนวณออกมาเป็นต้นทุนของการปฏิบัติตามภาระทางปกครองหนึ่งเรื่อง ซึ่งก็จะมีค่าเท่ากับองค์ประกอบทั้งสามคูณกันนั่นเอง หรือสรุปเป็นสูตรได้ว่า Cost per administrative activity = Price * Time * Quantity
จะเห็นได้ว่าข้อดีของ Standard Cost Model (SCM) ก็คือ มันแปลภาระอันเนื่องด้วยระบบข้าราชการหรืองานปกครอง ซึ่งมีไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง และปกติแตกต่างกันหมดจนเทียบกันไม่ได้ ให้มาอยู่ในรูปแบบเดียวกันหมดและเทียบกันได้ กล่าวคือ ในรูปแบบของตัวเลขต้นทุน
สิ่งนี้นับเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการวางแผนปรับลดภาระอันเนื่องด้วยระบบข้าราชการหรืองานปกครอง เพราะทันทีที่ถอดออกมาเป็นตัวเลขอย่างนี้ รัฐบาลก็จะเห็นได้ชัดเลยว่าภาระส่วนใหญ่ไปกองอยู่ที่กฎระเบียบส่วนไหน ทำให้เรียงลำดับความเร่งด่วนในการปรับลดได้ง่าย และเมื่อดำเนินการตามแผนไปแล้ว พอได้ระยะตามสมควร ก็ติดตามผลได้ง่ายอีกว่ามาตรการได้ผลหรือเปล่า (เพราะเพียงคำนวณตาม SCM ก็จะเห็นได้ว่าต้นทุนลดลงหรือไม่) การตั้งเป้าต่างๆ จึงสามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจนกว่าเดิม
นอกจากนั้น ข้อมูลที่ได้จาก SCM ยังช่วยให้เปรียบเทียบได้ว่าแนวทางการควบคุมเอกชนแบบใดที่จะได้ผลมากที่สุดโดยก่อต้นทุนน้อยที่สุด อย่างในสหภาพยุโรปนั้น เนื่องจากแต่ละประเทศสมาชิกก็มักจะใช้ SCM เหมือนกันอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น เวลาแต่ละประเทศต้องเอากฎกลางของสหภาพยุโรปไปออกเป็นกฎหมายภายในประเทศ การเอา SCM ของแต่ละประเทศมากางดู ก็จะทำให้เห็นทีเดียวว่าวิธีการออกกฎหมายภายในตามแบบของประเทศไหนดีที่สุดและก่อต้นทุนน้อยที่สุด ทำให้แต่ละประเทศอาจปรับปรุงเรื่องภาระอันเนื่องด้วยระบบข้าราชการในประเทศของตนให้ดีขึ้นได้โดยง่าย โดยเอาของประเทศที่มีค่า SCM ต่ำมาเป็นต้นแบบ
ยิ่งกว่านั้น ที่สุดแล้ว SCM ก็ถือเป็นมาตรการเพื่อความโปร่งใสชนิดหนึ่ง เพราะตัวเลขของ SCM ช่วยให้คนมองออกได้ง่ายกว่าเดิมว่าประสิทธิภาพของกฎระเบียบต่างๆ ในประเทศนั้นมีอยู่ในระดับใด ดีเพียงพอหรือไม่ และก่อเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลต้องพยายามปรับปรุงในเรื่องการปรับลดภาระอันเนื่องด้วยระบบข้าราชการมากขึ้น
SCM จึงถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยนำมาซึ่งรัฐบาลที่รับผิดชอบต่อประชาชนอย่างที่เราเฝ้ารอเลยทีเดียว







