
ทุนไทยสยายปีกหนีตาย
ปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปี 2556 หรืออาจนับย้อนไปตั้งแต่ปี 2549
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปี 2556 หรืออาจนับย้อนไปตั้งแต่ปี 2549 เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความกังวลไม่ใช่เฉพาะนักลงทุนต่างชาติจนต้องทบทวนแผนการลงทุนในประเทศไทยเท่านั้น ทว่า นักลงทุนไทยก็กังวลจนต้องทบทวนแผนลงทุนด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญ นักลงทุนไทยกลุ่มนี้ไม่ใช่มีเพียงกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพและยุทธศาสตร์การออกไปเติบโตนอกประเทศเป็นปกติเหมือนทุกครั้ง แต่เป็นกลุ่มนักลงทุน “ขนาดกลาง” ที่จำเป็นต้องออกไปแสวงหาโอกาสนอกบ้าน เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการด้านเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เครื่องหนังและอาหาร ที่เดินหน้าขนเงินไปลงทุนอย่างต่อเนื่องแล้วในหลายประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน
เป็นปรากฏการณ์คล้ายคลึงกับเมื่อครั้ง “กลุ่มทุนญี่ปุ่น” ออกไปตะลุยสยายปีกนอกประเทศในช่วงทศวรรษปี 70’s-80’s แม้จะด้วยเหตุผลที่แตกต่างจากไทยก็ตาม ตั้งแต่การแสวงหาวัตถุดิบเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า ไปจนถึงเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากถูกบีบให้ทำข้อตกลง พลาซ่า แอคคอร์ด หรือการลดค่าเงินเหรียญสหรัฐในยุคนั้น ผลักดันให้ต้นทุนในประเทศญี่ปุ่นพุ่งขึ้นอย่างหนัก การถูกกีดกันการส่งออก จนญี่ปุ่นต้องกระเสือกกระสนไปตั้งฐานการผลิตภาคยานยนต์ในสหรัฐเป็นต้น
สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มได้กลายเป็นภาคอุตสาหกรรมต้นๆ ที่เริ่มโยกย้ายฐานการผลิตหรือปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา จากผลพวงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท จากข้อมูลของสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ พบว่า ปี 2556 มีการย้ายฐานลงทุนจากไทยไปประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปีก่อนหน้า เป็น 2,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
หากเปรียบเทียบฐานค่าแรงขั้นต่ำโดยเฉลี่ยในกลุ่มประเทศอาเซียน จะพบว่า ค่าแรงขั้นต่ำของไทยอยู่สูงเกินกว่าที่ใช้เป็นฐานการผลิตในด้านแรงงานไม่มีทักษะอีกแล้ว คือ เฉลี่ย 9.21 เหรียญสหรัฐต่อวัน เทียบกับเวียดนามที่ 2.96-4.21 เหรียญสหรัฐ กัมพูชาที่ 2.67 เหรียญสหรัฐ และพม่าที่ 1.7-2.04 เหรียญสหรัฐ ขณะที่จีนอยู่ที่เฉลี่ย 4.49-9.78 เหรียญสหรัฐ
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เคยระบุว่า หากโยกย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่ค่าแรงถูกกว่า เช่น เวียดนามและพม่า จะประหยัดต้นทุนได้ราว 10-14% นอกจากนี้ กลุ่มประเทศดังกล่าวยังมีความได้เปรียบเรื่องการได้รับสิทธิด้านภาษีจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ขณะที่ไทยถูกตัดสิทธิประโยชน์นี้ไปแล้ว
จึงไม่น่าแปลกใจว่า เหตุใดบรรดาเชนเสื้อผ้ารายใหญ่ของโลกตั้งแต่ Zara ถึง Uniqlo จะมีแต่เสื้อผ้าที่เมดอินเวียดนาม กัมพูชา และบังกลาเทศ แทบทั้งสิ้น
ที่น่าสนใจ คือ เพราะเหตุใดประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงเหล่านี้ จึงมีความพร้อมอย่างยิ่งต่อการเป็นฐานการผลิตใหม่สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานปริมาณมาก ทว่าราคาถูก เหมือนในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ามาบุกเบิกอาเซียนเป็นฐานการผลิต ในฐานะเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ (NICs) เมื่อ 3 ทศวรรษก่อนหน้า
ทั้งนี้ หากจะมองข้ามเรื่องค่าแรงที่พุ่งสูง โดยหันมาใช้ประโยชน์จากแรงงานมีฝีมือช่วยพัฒนาภาคการผลิตและการส่งออกในประเทศให้ยกระดับขึ้นนั้น ก็ยังเผชิญข้อจำกัดอยู่เช่นกัน
นอกจากข้อจำกัดที่ว่า ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าราคาถูกจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยไม่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเท่าที่ควร ทำให้ไม่สามารถยกระดับการผลิตไปได้มากนัก แล้วเรายังต้องเผชิญความจริงอีกข้อหนึ่งว่า 80% ของแรงงานที่มีอยู่ล้วนเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ซึ่งข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของอุตสาหกรรมในประเทศเราว่ายังเป็นโครงสร้างการผลิตที่อาศัยแรงงานแบบเข้มข้น โดยใช้แรงงานทักษะต่ำจำนวนมากที่มีค่าแรงถูก และยังเป็นแรงงานนอกระบบถึงราว 2 ใน 3 ของแรงงานทั้งหมดอีกด้วย
นอกจากนี้ หากพิจารณาเรื่องเสถียรภาพในประเทศ ซึ่งมักเป็นหนึ่งในปัจจัยพิจารณาสำหรับการลงทุนในแต่ละประเทศ (Doing Business) แล้วยังต้องยอมรับด้วยว่า สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้นักลงทุนขนาดกลางต้องปรับยุทธศาสตร์หันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน ซึ่งนอกจากเพื่อลดต้นทุนการผลิตแล้ว ยังเป็นการเจาะตลาดใหม่ๆ ในยามที่การเมืองบั่นทอนการบริโภคภายในประเทศ
ในแง่ของการเป็นฐานผลิตสำหรับยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยมีศักยภาพของการเป็นตลาดใหม่ขนาดใหญ่ไปในตัวนั้น “อินโดนีเซีย” ดูจะสามารถตอบโจทย์ในส่วนนี้ได้ดีที่สุด จากตลาดที่มีประชากรถึง 250 ล้านคน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นศักยภาพแล้วในฐานะแหล่งการลงทุนด้านยานยนต์ (ขนาดเล็ก) ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแหล่งการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนเป็นอันดับ 2 รองจากไทยเท่านั้น บนการคาดการณ์ว่าอินโดนีเซียจะกลายเป็นตลาดชนชั้นกลางขนาดใหญ่ภายในทศวรรษนี้ ขณะที่มาเลเซียนั้นมีความพร้อมอย่างยิ่งในเรื่องแรงงานมีฝีมือที่สามารถต่อยอดยกระดับการผลิตสินค้า และมีเสถียรภาพในประเทศสูง
ที่สำคัญก็คือ ประเทศเหล่านี้ยังมีความยืดหยุ่น และพร้อมที่จะปรับวิกฤตของประเทศอื่นให้เป็นโอกาสของตนเองได้เสมอ เช่น อินโดนีเซีย ที่เตรียมจัดคณะผู้แทนด้านการลงทุนเดินสายในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน สหรัฐและยุโรป เพื่อโปรโมทเขตอุตสาหกรรมใหม่บนเกาะชวา ในยามที่ไทยยังคงวุ่นวายกับปัญหาการเมืองในประเทศ ซึ่งอินโดนีเซียนั้นมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่าในหลายประเทศแถบอินโดจีน มีเสถียรภาพด้านการเมืองสูง และมีตลาดขนาดใหญ่
เห็นได้ชัดว่า หลายประเทศในอาเซียนล้วนพร้อมที่จะงัดจุดแข็งออกมาดึงดูดการลงทุนอย่างแข็งขัน ซึ่งแน่นอนว่า แม้ในภาพรวมจะยังคงมีปัญหาให้ต้องพิจารณาอย่างถ้วนถี่ในหลายด้าน เช่น ความต่อเนื่องของนโยบาย สาธารณูปโภคพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์และปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งอาจเป็นต้นทุนแฝงที่นักลงทุนต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ
ทว่า ในยามที่การแข่งขันรุนแรงและต้องเคลื่อนตัวเร็วนั้น การเป็นประเทศที่พร้อมสรรพ อย่างไทย แต่ไม่อาจก้าวไปไหนได้เพราะทางตันในหลายด้านนั้น อาจทำให้นักลงทุนไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากต้องเริ่มสยายปีกบินออกไปจากรังตั้งแต่วันนี้







