posttoday
จาก"พฤษภา 35"ถึง"พฤษภา 53"ประวัติศาสตร์ไม่ควรซ้ำรอย

จาก"พฤษภา 35"ถึง"พฤษภา 53"ประวัติศาสตร์ไม่ควรซ้ำรอย

17 พฤษภาคม 2553

สถานการณ์มาถึงจุดที่รัฐบาลได้ตัดสินใจใช้ยุทธวิธีกระชับพื้นที่ที่เดิมเคยใช้จัดการกับคนเสื้อแดงได้เป็นผลสำเร็จมาแล้วเมื่อปี2552 แต่สำหรับปฎิบัติการในครั้งนี้ผ่านมา 4 วันเริ่มมีเสียงสะท้อนออกมาจากสังคมว่ารัฐบาลจะสามารถคืนความสงบสุขให้ประเทศไทยได้เมื่อไหรท่าม

สถานการณ์มาถึงจุดที่รัฐบาลได้ตัดสินใจใช้ยุทธวิธีกระชับพื้นที่ที่เดิมเคยใช้จัดการกับคนเสื้อแดงได้เป็นผลสำเร็จมาแล้วเมื่อปี2552 แต่สำหรับปฎิบัติการในครั้งนี้ผ่านมา 4 วันเริ่มมีเสียงสะท้อนออกมาจากสังคมว่ารัฐบาลจะสามารถคืนความสงบสุขให้ประเทศไทยได้เมื่อไหรท่าม

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

จะด้วยเหตุผลหรือการเล่นกลของกงล้อประวัติศาสตร์ที่ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยในเดือนพฤษภาคม 2553 เริ่มมีคำถามว่ามันกำลังจะเข้าใกล้กับกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี2535 หรือไม่

ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีที่แล้ว วันที่ 17 พ.ค. 2535 พล.ต.จำลอง ศรีเมืองในฐานะแกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้นำประชาชนเดินขบวนออกจากที่ชุมนุมท้องสนามหลวงเพื่อเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์กดดันให้ “บิ๊กสุ” พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี ซึ่งมิได้มาจากการเลือกตั้ง ลาออกจากตำแหน่ง

จาก"พฤษภา 35"ถึง"พฤษภา 53"ประวัติศาสตร์ไม่ควรซ้ำรอย

ครั้งนั้น พล.ต.จำลอง ได้จัดรูปขบวนชุมนุมเพื่อเดินทางไปทำเนียบรัฐบาล ด้วยการแบ่งผู้ชุมนุมออกเป็น 2 ขบวน ขบวนที่ 1 นำโดย พล.ต.จำลอง และแกนนำ สมาพันธ์ประชาธิปไตย เป็นส่วนหน้าในการเคลื่อนขบวน ก่อนที่ขบวนที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ชุมนุมส่วนใหญ่จะเคลื่อนขบวนตามมา แต่ปรากฏว่าต้องมาเจอกับด่านตำรวจ และทหารได้สกัดการเคลื่อนขบวนของประชาชน จนนำไปสู่การปะทะกันระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ

จากนั้น วันที่ 18 พ.ค. 2535 รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานครและให้ทหารทำหน้าที่รักษาความสงบ แต่ปรากฏว่าสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง เพราะได้นำไปสู่การปะทะกันกับประชาชน จนมีการยิงใส่ผู้ชุมนุมที่บริเวณถนนราชดำเนิน ก่อนที่จะเข้าสลายการชุมนุมในเวลาต่อมา และบุกฝ่าด่านกำแพงมนุษย์ที่ห้อมล้อมคุ้มกัน พล.ต.จำลอง เข้าไปควบคุมตัว พล.ต.จำลอง ได้ในที่สุด

ในครั้งนั้นผู้รับผิดชอบปฏิบัติการสลายการชุมนุมเชื่อมั่นว่า “งูที่ไร้หัวย่อมไร้พิษสง” การจับ พล.ต.จำลอง แกนนำที่คุมขบวนประชาชน น่าจะทำให้การชุมนุมยุติสลายไปได้

แม้แผนปฏิบัติการสลายการชุมนุมกลางถนนราชดำเนินจะดำเนินไปตาม ขั้นตอน กระทั่งจับกุม พล.ต.จำลอง ได้แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับไม่ไปเป็นตามการวิเคราะห์ประเมิน เพราะทว่าในวันที่ 19 พ.ค.2535 ถึงเจ้าหน้าที่เริ่มเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินกลางได้ และควบคุมตัวประชาชนจำนวนมากขึ้นรถบรรทุกทหารไปควบคุมไว้ พร้อมกับพล.อ. สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ย้ำว่าสถานการณ์เริ่มกลับสู่ความสงบและไม่ให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมอีก

แต่ยังปรากฏการรวมตัวของประชาชนใหม่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงในคืนวันเดียวกัน และมีการเริ่มก่อความไม่สงบเพื่อต่อต้านรัฐบาลโดยกลุ่มจักรยานยนต์หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เช่นการทุบทำลายป้อมจราจรและสัญญาณไฟจราจร                 

จาก"พฤษภา 35"ถึง"พฤษภา 53"ประวัติศาสตร์ไม่ควรซ้ำรอย

การชุมนุมก็ยังคงดำเนินต่อไป พร้อมมีการตั้งแนวป้องกันการปราบปราม ตามถนนสายต่างๆ ขณะที่รัฐบาลในสมัยนั้นตัดสินใจใช้ “แผนไพรีพินาศ” เพื่อสลายการชุมนุมจนนำไปสู่ความรุนแรงในที่สุด

สถานการณ์ดำเนินมาจนถึงวันที่ 20 พ.ค.2535 เวลาประมาณ 20.00น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี และ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ นำพล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท โอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย

“ประเทศของเราไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคนเป็นประเทศของทุกคนต้องเข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากันแก้ปัญหาเพราะว่าอันตรายมีอยู่เวลาคนเราเกิดความบ้าเลือด ปฏิบัติการรุนแรงต่อกัน มันลืมตัวลงท้ายก็ไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะแล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทางชนะ อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วก็แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานครถ้าสมมติว่ากรุงเทพมหานครเสียหายประเทศก็เสียหายไปทั้งหมดแล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะเวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง..." พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่พล.อ.สุจินดา และพล.ต.จำลอง ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2535

จาก"พฤษภา 35"ถึง"พฤษภา 53"ประวัติศาสตร์ไม่ควรซ้ำรอย

ผ่านมา 18 ปี สถานการณ์แห่งความรุนแรงได้กลับมาอีกครั้งจุดเริ่มของการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตลอด 2เดือนที่ผ่านมาเริ่มต้นจากการเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งเพราะรัฐบาลไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแต่อยู่ภายใต้ระบบอำมาตยาธิปไตย มีการเลือกปฎิบัติ 2 มาตรฐาน

สถานการณ์มาถึงจุดที่รัฐบาลได้ตัดสินใจใช้ยุทธวิธีกระชับพื้นที่ที่เดิมเคยใช้จัดการกับคนเสื้อแดงได้เป็นผลสำเร็จมาแล้วเมื่อปี2552 แต่สำหรับปฎิบัติการในครั้งนี้ผ่านมา 4 วัน จนมาถึงวันที่ 17 พ.ค.2553 เริ่มมีเสียงสะท้อนออกมาจากสังคมว่ารัฐบาลจะสามารถคืนความสงบสุขให้ประเทศไทยได้เมื่อไหรท่ามกลางความเสียหายทางชีวิตและทรัพย์สินที่ไม่อาจสามารถประเมินค่าได้จำนวนมหาศาล เช่นเดียวกับทางฝั่งผู้ชุมนุมว่าจะหาทางออกอย่างไรเพื่อให้คนส่วนรวมของประเทศในฐานะที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งไม่ต้องมารับกับผลเสียที่เกิดขึ้นในขณะนี้

ที่สุดแล้วคงน่าจะถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องนำพระดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ที่พระราชทานให้วันนั้นมาน้อมนำปฎิบัติในวันนี้ 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท