
ตายตั้งแต่ยังไม่ตาย
ประเพณีสงกรานต์ถือเป็นโอกาสดีที่คนไทยจะได้แสดงความอ่อนน้อม
ประเพณีสงกรานต์ถือเป็นโอกาสดีที่คนไทยจะได้แสดงความอ่อนน้อม ความเคารพกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ ครูอาจารย์ ต่อผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ฯลฯ ด้วยการไปกราบและรดน้ำอวยพรให้ท่านเหล่านั้นมีสุขภาพแข็งแรง มีอายุยืนตราบนานเท่านาน แล้วผู้ใหญก็จะให้พรตอบเพื่อให้ดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความไม่ประมาท
นี่คือวัฒนธรรมอันดีงามในประเพณีสงกรานต์
แต่หลังๆ มาประเพณีนี้มักจะถูกทำลายด้วยภาพลักษณ์ลบๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า เช่น เคยมีหญิงวัยรุ่นถอดเสื้อโชว์เต้าเต้นบนรถในสงกรานต์ที่ถนนสีลม ซึ่งเป็นข่าวดังมาแล้ว
พูดตามตรงนะ “สุรา” คือตัวการหนึ่งที่ทำให้คนไทยบางคนทำลายภาพลักษณ์ประเพณีไทยอย่างคิดไม่ถึง
เพราะสุราพาเป็น กับสุราพาไป นี่เอง คนเราพอเหล้าเข้าปาก อย่าได้ท้าคนเมาเป็นอันขาด เพราะเขาบ้าบิ่นสุดๆ น่าอดสูยิ่ง
สมัยพระพุทธเจ้ามีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้น จนเป็นเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามพระดื่มสุรา พระสาวกที่เป็นต้นเหตุของเรื่อง คือ “พระสาคตเถระ”
คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์ มีพระสาคตเป็นพระอุปัฏฐาก ได้จาริกไปจนถึงภัททวติกานิคม เมืองโกสัมพี ได้มีชาวบ้านมากราบทูลไม่ให้เสด็จไปท่าอัมพะเกรงพญานาคดุร้ายจะทำอันตรายแต่ก็ยังเสด็จไป
ส่วนพระสาคตเถระเข้าไปใกล้อาศรมของนาคนั่งสมาธิอยู่ใกล้ๆ ทำให้นาคโกรธได้แสดงฤทธิ์บังหวนควันและทำให้ไฟลุกไหม้ขึ้น จนพระเถระต้องโต้ตอบปราบนาคจนสิ้นฤทธิ์ในพริบตา
รุ่งเช้าข่าวพระเถระปราบพญานาคได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองชาวเมืองก็แห่ไปกราบท่านพร้อมปวารณาว่า ถ้าต้องการอะไรแม้จะยากแค่ไหนพร้อมจัดถวาย
ฝ่ายพระเถระนั้นนั่งนิ่ง แต่ภิกษุหัวดื้อฉัพพัคคีย์กระซิบชาวบ้านว่าสุราสีแดงดุจเท้านกพิราบสิโยม บรรพชิตหาได้ยากหลวงพี่ท่านชอบด้วย
ตกตอนเช้าก็มีชาวบ้านนำสุราอย่างดีไปถวายพระเถระ พอท่านดื่มมากๆ ก็เมา ไปไหนไม่ได้นอนพร่ำเพ้อที่ประตูเมือง พระพุทธเจ้าเสด็จมาเห็นรับสั่งให้พระช่วยประคองให้นอนหันหัวมาทางพระองค์ แต่พระเถระกลับนอนเหยียดเท้าเข้าหา
พระบรมครูจึงตรัสโทษของการดื่มสุราว่า สาคตเคยเคารพในเรา แต่บัดนี้ไม่มีแล้ว เคยปราบพญานาคได้ บัดนี้ไม่มีแรงจะปราบแม้กระทั่งงูปลา
ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่ดื่มแล้วปราศจากความจำได้หมายรู้ สิ่งนั้นไม่ควรดื่ม พร้อมบัญญัติห้ามพระดื่มสุรา ถ้าดื่มต้องปาจิตตีย์
จะเห็นว่าสุรามีโทษสถานเดียว ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และโทษนั้นก็นำหายนะมาสู่ชีวิต บางคนตายตั้งแต่ยังไม่สิ้นลม อกตรมขมขื่นในชีวิต
เมื่อรู้โทษของมันก็อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงด้วย เพราะแรกๆ มันจะทำให้เราหลงรักแล้วทำให้เราติดจนถอนตัวไม่ขึ้น และเมื่อใดที่เสพติดจนถอนตัวไม่ขึ้น เราก็คือทาสของมัน แล้วมันก็จะทำลายเรา
จึงฝากเตือนว่า ถ้าจะดื่มก็ให้รู้จักดื่ม อย่าดื่มด้วยความมัวเมา เพราะจะเอาสติไม่อยู่ พอประคองสติไม่ได้ก็นึกภาพดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เตือนความจำหน่อย โทษสุรามีมากอยากให้คิด
หนึ่ง “ทำให้เสียทรัพย์” กับข้าวทำกินเองได้ แต่เหล้าทำกินเองไม่ได้ผิดกฎหมาย ต้องซื้อ บางคนอาจจะพูดว่าไม่ต้องซื้อกินกับเพื่อน อย่าลืมว่าคนกินเหล้าแทบทุกคนครั้งแรกมักจะเริ่มต้นด้วย “เหล้าฟรี”
สอง “เป็นเหตุก่อวิวาท” คนเมามักชวนทะเลาะ ตะโกนด่าคนไม่เลือกหน้า บ้าบิ่นสุดๆ เช่น เมาแล้วเอานายมาด่า ท้าชกท้าต่อยแม้กับเด็กๆ ก็ไม่เว้น พูดลวนลามผู้หญิง เป็นต้น
สาม “นำโรคมาให้” เยอะแยะไปหมด เช่น โรคทางเดินอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ทางระบบประสาท เช่น ทำให้มือสั่น ตามัว ทำให้เกิดวิกลจริตที่เรียกว่าบ้าพิษสุรา ฯลฯ
สี่ “ทำให้เสียชื่อเสียง” ชื่อเสียงย่อมไม่มีแก่คนสติฟั่นเฟือน ซึ่งอาจทำความผิดได้ทุกประตู เช่น คนดังทำวงศ์ตระกูลเพราะความเมามานักต่อนัก
ห้า “เป็นเหตุให้ทำน่าอดสู” เหมือนเช่นตัวอย่างที่ยกข้างต้น โชว์เต้าสาดน้ำเปิดเพลงเต้นสงกรานต์ท่ามกลางคนนับหมื่น หรืออย่างหลวงพี่สาคต
หก “บั่นทอนปัญญา” ถ้าเหล้าทำให้คนปัญญาดีปานนี้รัฐบาลคงเปิดให้คนต้มเหล้ากินเองอย่างเสรี และไม่ต้องมีกระทรวงศึกษา เหล้าจึงไม่มีอะไรดีต่อร่างกาย
ขนาดกวีเอกรัตนโกสินทร์อย่างสุนทรภู่ที่เป็นนักดื่มตัวยงยังเขียนสาปแช่งเหล้าไว้ “ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย”
และวันที่กวีเอกผู้นี้ออกเหล้าได้ก็เขียนถึงเหล้าที่เขาเคยร่ำเสพอยู่หลายปี “ถึงนครชัยศรีมีโรงเหล้า เป็นของเมาตัดขาดไม่ปรารถนา”
เป็นอันว่า สุราทำคนตายตั้งแต่ยังไม่ตาย กล่าวคือเมื่อติดแล้วแม้จะมีชีวิตอยู่ก็เหมือนคนที่ตายแล้ว เรียกว่า ใช้ชีวิตด้วยความประมาท
ว่าแต่สงกรานต์ปีนี้ ใครก็อย่าเผลอไปท้าคนเมาไม่งั้นอาจมีโชว์อุจาดปรากฏ เสียประเพณีดีๆ หมด







