
ทางเลือกพลังงานโลกในอนาคต นัยสำหรับประเทศไทย
ในวันนี้ เราคงต้องยอมรับว่า ราคาพลังงานได้ปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนความต้องการใช้พลังงานโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผมคิดว่า พวกเราคงจะทราบกันดีว่า ปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลในโลกกำลังจะต้องลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งมีการประมาณการว่าโลกเรามีพลังงานเหลืออีกประมาณ 70 ปี ของถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน หรือแม้แต่แหล่งพลังงานของไทยเองก็คงต้องหมดลงในอนาคต เช่น กระทรวงพลังงาน เปิดเผยข้อมูลว่า ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้วเหลือใช้อีก 3 ปี และปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองที่พิสูจน์แล้วเหลือใช้อีก7 ปี เป็นต้น
ในวันนี้ เราคงต้องยอมรับว่า ราคาพลังงานได้ปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนความต้องการใช้พลังงานโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผมคิดว่า พวกเราคงจะทราบกันดีว่า ปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลในโลกกำลังจะต้องลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งมีการประมาณการว่าโลกเรามีพลังงานเหลืออีกประมาณ 70 ปี ของถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน หรือแม้แต่แหล่งพลังงานของไทยเองก็คงต้องหมดลงในอนาคต เช่น กระทรวงพลังงาน เปิดเผยข้อมูลว่า ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้วเหลือใช้อีก 3 ปี และปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองที่พิสูจน์แล้วเหลือใช้อีก7 ปี เป็นต้น
ดังนั้น แนวทางที่เศรษฐกิจโลกจะสามารถเดินหน้าขับเคลื่อน หลังยุคที่โลกเราไม่สามารถพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอีกต่อไป จะต้องทำอย่างไร?
นักวิจัยด้านพลังงานทั่วโลกกำลังพยายามที่จะพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ซึ่งวันนี้ผมจะขอลองสรุปนวัตกรรมแหล่งพลังงานแห่งโลกอนาคตดูนะครับ
(1) พลังงานแสงอาทิตย์จากอวกาศ แนวความคิดของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากนอกโลกเป็นที่พูดกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 โดยการวางแผงเซลล์แสงอาทิตย์เข้าสู่วงโคจรโลก ซึ่งจะมีข้อดี คือ ไม่ต้องกังวลกับชั้นบรรยากาศ เมฆหมอกปกคลุม และก๊าซในชั้นบรรยากาศ และไม่สูญเสียการผลิตพลังงานใดๆ ในเวลากลางคืน
ในอดีตที่ผ่านมา ความพยายามที่จะสร้างจากดาวเทียมพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power Satellite) ในชั้นนอกของบรรยากาศของโลกดูเหมือนเป็นความคิดที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่พัฒนาการต่อเนื่องของดาวเทียมอาจทำให้เกิดขึ้นได้ในอนาคตนะครับ พลังงานแสงอาทิตย์จะต้องถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าส่งกลับสู่โลก
นักวิจารณ์บางคนอาจจะบอกว่า โครงการนี้จะมีต้นทุนสูงมากและผลผลิตพลังงานน่าจะไม่สูงพอที่จะทำให้โครงการนี้มีความคุ้มค่า อย่างไรก็ตาม องค์การนาซา (NASA) ก็กำลังวิจัยแนวคิดนี้อยู่นะครับ
(2) การพัฒนาเหมืองพลังงานจากภูเขาไฟ ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์เริ่มที่จะพยายามดึงพลังงานความร้อนจากหินร้อนที่อยู่ภายใต้โลกและรอบๆ ภูเขาไฟ โดยการฉีดน้ำเข้าไปในรอยแตกในพื้นดิน นักวิจัยหวังว่าพวกเขาจะสามารถที่จะสร้างไอน้ำเพื่อหมุนกังหันไฟฟ้าได้ครับ
(3) พลังงานคลื่นทะเล พลังงานคลื่นกำลังจะถูกนำมาใช้ทั่วโลก เงินลงทุนจำนวนมากได้ถูกนำมาสร้าง “ฟาร์มคลื่น (Wave Farm)” ในจุดต่างๆ ของโลก เช่น เมืองปอร์โตในประเทศโปรตุเกส โดยที่ “ฟาร์มคลื่น” นี้จะใช้ทุ่นขนาดใหญ่เพื่อเปลี่ยนพลังงานเคลื่อนไหวของคลื่นทะเลเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งข้อดีของพลังงานคลื่นมีความคล้ายคลึงกับพลังงานลม คือ คลื่นทะเลนั้นไม่มีต้นทุน และกระแสคลื่นยังสามารถคาดการณ์ได้ดีกว่ากระแสลม
ในปัจจุบัน อังกฤษถือเป็นผู้นำระดับโลกด้านนี้ในด้านเทคโนโลยี ขณะที่สหรัฐ โปรตุเกส และฝรั่งเศส ก็เป็นประเทศที่เร่งพัฒนาพลังงานด้านนี้เช่นกัน
(4) พลังงานจากใบไม้เปียกและไม้ชื้น พลังงานชีวมวลเกิดจากการแปรสภาพของวัสดุชีวภาพ เช่น ใบไม้และต้นไม้ ทำให้มีการผลิตก๊าซต่างๆ เช่น ไฮโดรเจนและมีเทน ซึ่งจะสามารถถูกเผาไหม้ได้
ทั้งนี้ ปัญหาของโรงงานพลังงานชีวมวลปัจจุบัน คือ ต้องการใช้วัสดุชีวภาพที่แห้ง แต่นักวิจัยได้มีการพัฒนารูปแบบใหม่ของเตาเผาวัสดุชีวมวลที่สามารถดักจับความชื้นจากวัสดุที่เปียกชื้น และการปล่อยออกเป็นน้ำร้อนเพื่อใช้ปั่นกังหันไฟฟ้า ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยให้เตาเผาใหม่นี้สร้างพลังงานชีวมวลได้มากขึ้นถึงร้อยละ 30 อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์บางคนให้เหตุผลว่า การเผาไหม้วัสดุชีวมวลก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ
ในอนาคต ผมคิดว่าประเทศไทยคงจะต้องติดตามสถานการณ์วิวัฒนาการของพลังงานโลกว่าจะดำเนินไปทิศทางไหน ต้องเน้นการลงทุนของทั้งรัฐบาลและเอกชนจะต้องเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะเป็นแหล่งพลังงานใหม่ของประเทศไทย ใช้จุดแข็งของประเทศที่เป็นแหล่งผลิตพืชพลังงานที่สามารถนำมาแปลงสภาพเป็นเอทานอล (Ethanol) พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอุดมสมบูรณ์ในบ้านเรา
เพราะในที่สุดประเทศไทยของเราต้องหาพลังงานทางเลือกให้ได้ก่อนที่จะไม่มีทางให้เลือกในอนาคตอันใกล้นะครับ







