posttoday
แบงก์ปรับกลยุทธ์หนีตายสุดท้าย"บี้รายย่อย"

แบงก์ปรับกลยุทธ์หนีตายสุดท้าย"บี้รายย่อย"

10 เมษายน 2557

แม้จะเพิ่งเริ่มเข้าสู่ช่วงไตรมาส 2 ไปหมาดๆ เพียงไม่ถึงเดือน แต่สถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อมานานเกือบครึ่งปี

โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิติวงษ์/นันทิยา วรเพชรายุทธ

แม้จะเพิ่งเริ่มเข้าสู่ช่วงไตรมาส 2 ไปหมาดๆ เพียงไม่ถึงเดือน แต่สถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อมานานเกือบครึ่งปี ก็ทำให้ทุกฝ่ายเริ่มเห็นพ้องตรงกันแล้วว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2557 จะมีอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ได้ไม่ถึง 3% และในกรณีที่เลวร้ายที่สุดยังอาจติดหล่มถึงขั้น 0% ทำเอาบรรดาภาคธุรกิจทั้งรายใหญ่รายย่อยต้องเร่งปรับแผนดิ้นหนีตายกันถ้วนหน้า

แน่นอนว่าหนึ่งในภาคธุรกิจที่ต้องดิ้นหนีตายในปีนี้ ย่อมมีบรรดา “สถาบันการเงิน” รวมอยู่ด้วย

ทั้งนี้ เพราะธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ให้บรรดาธนาคารพาณิชย์มากที่สุดนั้นยังคงเป็นการปล่อยสินเชื่อเงินกู้ ซึ่งยึดโยงอยู่กับชีพจรภาวะเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก

ดังนั้น วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ฉุดให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง จึงส่งผลกระทบต่อการลงทุนของภาคเอกชนอย่างหนัก เช่นเดียวกับการบริโภคภายในประเทศที่หดตัวลง โดยมีปัจจัยซ้ำเติมจากภาวะหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง อันเป็นผลพวงจากนโยบายรถคันแรกบ้านหลังแรก กลายเป็นวังวนปัญหาในทุกระดับชั้นที่แบงก์พาณิชย์ไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากเร่งปรับแผนพื่อฝ่ามรสุมในปีนี้ไปให้ได้ โดยอยู่ภายใต้กลยุทธ์หลักๆ ได้แก่ การลดต้นทุน ลดสินเชื่อ และเพิ่มรายได้

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าที่สุดแล้วกลยุทธ์ฝ่าวิกฤตของแบงก์ในปีนี้ กลับส่งผลกระทบต่อคนตัวเล็กอย่าง “ประชาชนและธุรกิจรายย่อย” มากที่สุดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ไปด้วย

การลดเป้าหมายสินเชื่อนับเป็นมาตรการช่วงต้นที่บรรดาธุรกิจรายย่อย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และประชาชนทั่วไปที่ยังต้องพึ่งพิงสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นหลัก เริ่มรู้สึกถึงภาวะตีบตันของท่อน้ำเลี้ยงมาตั้งแต่ช่วงต้นปี และมีแววจะตึงตัวต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีนี้ เมื่อแบงก์พาณิชย์แทบทุกแห่งประกาศลดเป้าสินเชื่อจากเดิมที่ขยายตัวในระดับเลข 2 หลัก ลงมาเหลือเพียงเลขหลักเดียว เพื่อให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจปีนี้ และลดความเสี่ยงของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)

ธนาคารกรุงเทพ ตั้งเป้าสินเชื่อขยายตัวเพียง 56% เช่นเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์ที่ปรับเป้าไม่ขอโตสูงกว่าตลาดเหมือนเมื่อก่อน ปีนี้ขอสินเชื่อโตเพียง 56% เช่นกัน ขณะที่ธนาคารกสิกรไทย ที่เคยวางเป้าหมายสินเชื่อใหม่โต 8% ก็ออกมาบอกแล้วว่าปีนี้คงไปไม่ถึงฝั่งฝัน

เมื่อสินเชื่อไม่โต รายได้ดอกเบี้ยรับก็ปรับลดลงด้วย บรรดาสถาบันการเงินต่างปรับกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อรักษาอัตราการทำกำไรในปีนี้ไว้ให้ได้

วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารวางกลยุทธ์ 4 ด้านให้สอดคล้องกับสินเชื่อที่ลดลง ได้แก่ 1.ควบคุมต้นทุนเงินฝาก ดอกเบี้ยต้องไม่แพงกว่าคู่แข่ง 2.มุ่งเน้นธุรกรรมที่สร้างรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย 3.ลดค่าใช้จ่ายภายในองค์กร และ 4.สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ารายได้สูง โดยพัฒนาทักษะให้แก่พนักงานแผนกลูกค้าสัมพันธ์

ทั้งนี้ การควบคุมต้นทุนเงินฝากและคุมดอกเบี้ยไม่ให้แพงกว่าคู่แข่ง นับเป็นอีกประเด็นที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนตามมาเช่นกัน

เพราะนับตั้งแต่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงครั้งล่าสุดอีก 0.25% ลงมาอยู่ที่ระดับ 2% เมื่อกลางเดือน มี.ค. ปรากฏว่าแบงก์พาณิชย์และแบงก์รัฐต่างก็พร้อมใจกันหั่นอัตราดอกเบี้ยกันลงถ้วนหน้า โดยบรรดาแบงก์รัฐขอเริ่มขยับหั่นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงก่อนขาเดียว ขณะที่บรรดาแบงก์พาณิชย์ทยอยลดดอกเบี้ยลงแล้วสองขาทั้งเงินฝากและเงินกู้ แม้ว่าบางส่วนจะจำกัดวงดอกเบี้ยเงินกู้ที่กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีก็ตาม

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารแห่งแรกที่ประกาศลดดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ สำหรับนิติบุคคลพิเศษทุกประเภท และดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ ด้านธนาคารกรุงไทยได้ประกาศลดดอกเบี้ยเงินฝากประจำลูกค้าประเภทนิติบุคคลลงเช่นกัน และในวันที่ 10 มิ.ย. ธนาคารยังได้ยกเลิกเงินฝากประจำพิเศษ 3 เดือน ดอกเบี้ย 2.25% สำหรับกลุ่มลูกค้ารัฐวิสาหกิจ เหลือไว้เพียงเงินฝากประจำ 3 เดือนปกติ ดอกเบี้ย 1.622% โดยมีการประกาศเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษสำหรับนิติบุคคลทั่วไป วงเงินฝาก 5,000 ล้านบาทขึ้นไป เป็น 1.6% จากเดิม 1.5% เพื่อทดแทน

ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ประกาศลดดอกเบี้ยเงินฝากนิติบุคคลทั่วไป โดยระยะ 3 เดือน วงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท ลดจาก 1.7% เหลือ 1.65% ต่อปี วงเงิน 5,000 ล้านบาทขึ้นไป ลดจาก 3% เหลือ 1.90% ต่อปี ระยะ 6 เดือน วงเงิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ลดจาก 3% เหลือ 1.95% ต่อปี ระยะ 12 เดือน และ 36 เดือน ปรับลดลงตั้งแต่ 0.05-0.95% ไปเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดูจะกระทบต่อผู้บริโภคทั่วไปมากกว่าเรื่องของดอกเบี้ย กลับเป็นการหารายได้ของแบงก์พาณิชย์ ที่พบว่า มีการทยอยปรับขึ้นค่าธรรมเนียมต่างๆ กันอย่างต่อเนื่องชนิดแทบไม่ทันสังเกต โดยเฉพาะคนทำงานหาเช้ากินค่ำอาจไม่ทันรู้ตัวเลยว่ามีรายจ่ายในแต่ละเดือนเพิ่มขึ้น

ลองไล่ดูรายแบงก์ ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บมีตั้งแต่หฤโหดจนถึงพอรับได้ เช่น ธนาคารกรุงไทย ที่ประกาศเก็บค่าทำรายการฝากเงินเพื่อเข้าบัญชีเงินฝากตั้งแต่ 5 บัญชีขึ้นไปที่เคาน์เตอร์ คิดค่าธรรมเนียม 15 บาทต่อรายการ มีผลตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังยกงานทวงหนี้สินเชื่อบ้านให้บริษัท บัตรกรุงไทย หรือเคทีซี ซึ่งเป็นบริษัทลูกของธนาคารรับหน้าที่ติดตามทวงถามหนี้แทน หากลูกค้าผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 1 วันขึ้นไป ธนาคารจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายการติดตามทวงถามหนี้ในอัตรา 280 บาท จากเดิม 250 บาท ทุกรอบการผิดนัดชำระหนี้

ทั้งนี้ เป็นเพราะแต่ละแบงก์ไม่อยู่ในสถานะที่จะหารายได้เพิ่มจากช่องทางอื่นๆ มากนัก เช่น การเป็นที่ปรึกษาออกหุ้นกู้ของบริษัท เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาลงในปัจจุบัน ส่งผลให้นักลงทุนต่างพับแผนกันชั่วคราวเพื่อขอรอดูสถานการณ์ก่อน ในขณะที่เงินลงทุนก็ไหลออกอย่างต่อเนื่องกลับไปยังซีกโลกกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วทั้งในสหรัฐและยุโรป ส่งผลให้แบงก์พาณิชย์จำเป็นต้องหันมาจัดเก็บรายได้จากช่องทางของผู้บริโภคในประเทศมากขึ้นแทน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท