posttoday
จักรวรรดิรัสเซียฟื้นชีพพึ่งตนเองลดบทบาทมะกัน

จักรวรรดิรัสเซียฟื้นชีพพึ่งตนเองลดบทบาทมะกัน

10 เมษายน 2557

ยังไม่ยอมยุติโดยง่ายแน่นอนกับกรณีความขัดแย้งทางการเมืองในยูเครน

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ยังไม่ยอมยุติโดยง่ายแน่นอนกับกรณีความขัดแย้งทางการเมืองในยูเครน ซึ่งบานปลายขยายขอบเขตกลายเป็นความมึนตึงระหว่างสองขั้วอำนาจสองฟากฝั่งโลก คือ ซีกตะวันตก นำโดยสหรัฐและยุโรป กับซีกขั้วตรงข้ามอย่างรัสเซีย ที่ต่างฝ่ายต่างฟาดฟันวิวาทะใส่กันอย่างดุเดือดแทบจะทุกวัน

กระนั้น ท่ามกลางความตึงเครียดที่ระอุคุกรุ่นตามดีกรีของสถานการณ์ เช่น ขอบเขตและระดับความเข้มของมาตรการคว่ำบาตร ท่าทีที่ไม่ยี่หระหรือสะดุ้งสะเทือนของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย กลับแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลแดนหมีขาวไม่ให้ความสำคัญต่อแรงกดดันดังกล่าวเนื่องจากมีเป้าหมายสำคัญกว่าอย่างการสร้างและกอบกู้อิทธิพลของแดนหมีขาวขึ้นมาใหม่

ถึงขั้นที่ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักกล่าวตรงกันว่า เป็นการกระทำที่จะปูทางให้รัสเซียทวงบัลลังก์มหาอำนาจและความยิ่งใหญ่ของโลก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยกุมไว้ในมือ จนนักวิเคราะห์บางรายเรียกการกระทำของรัสเซียครั้งนี้ว่าเป็นความพยายามในการสร้างจักรวรรดิใหม่ (New Empire) ของปูติน หรือที่บางสำนักเรียกว่าเป็น สหภาพยูเรเซีย (Eurasia Union)

ที่ผ่านมาหลายการกระทำของผู้นำรัสเซียรายนี้บ่งชี้ให้เห็นมานานแล้วว่า จะเดินหน้าฟื้นความยิ่งใหญ่ของแดนรัสเซีย ซึ่งรวมถึงการขยายเขตแดน เขตอิทธิพลที่เคยเป็นของรัสเซียในยุคสหภาพโซเวียต โดยหมายรวมถึงดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ยูเครน เบลารุส มอลโดวา และอาร์เมเนียในปัจจุบัน

สำหรับหลักฐานยืนยันชิ้นแรกสุดก็คือ การเดินหน้าปฏิรูประบบการปกครองที่เปิดทางให้ประธานาธิบดีปูตินมีโอกาสปกครองประเทศรัสเซียในฐานะผู้นำสูงสุดได้ยาวนานจนถึงปี 2024 ซึ่งความต่อเนื่องของการดำรงตำแหน่งนี้ ทำให้ผู้นำรัสเซียรายนี้มีโอกาสดำเนินการตามความตั้งใจที่เคยประกาศไว้ หนึ่งในนั้นก็คือ การเปลี่ยนหายนะในอดีตให้เป็นความรุ่งเรืองโชติช่วง

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีปูตินเคยกล่าวอย่างชัดเจนว่า การล่มสลายของสหภาพโซเวียตถือเป็นหายนะยิ่งใหญ่ทางภูมิศาสตร์การเมืองโลกแห่งศตวรรษ

ไซมอน ทิสดัลล์ คอลัมนิสต์การเมืองจากหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน ระบุว่า ความเห็นข้างต้นซึ่งสวนทางกับความเห็นส่วนใหญ่ที่มองว่าหายนะโลกคือสงครามโลกครั้งที่ 2 สะท้อนทัศนคติชาตินิยมสุดขั้วของผู้นำแดนหมีขาว แถมการที่บรรดานักการเมืองลูกหม้อรอบตัวประธานาธิบดีปูติน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสำนักสายลับเคจีบีที่ล้วนมีแนวคิดชาตินิยมสุดขั้วและสนับสนุนเชิดชูผู้นำรัสเซียสุดชีวิตทำให้การสร้างจักรวรรดิที่มีรัสเซียเป็นศูนย์กลางเริ่มเด่นชัดขึ้น

หลักฐานชิ้นต่อมาก็คือ การทบทวนปรับแผนแก้กลยุทธ์ที่จะผนึกกำลังกับประเทศในภูมิภาคเอเชียกลาง ซึ่งเคยเป็นสหภาพโซเวียตมาก่อน ผ่านรูปแบบสหภาพต่างๆซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุตรงกันว่า จะเป็นการเพิ่มอิทธิพลทางการเมืองและการทหารของรัสเซียในภูมิภาคแห่งนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ แทนที่จะผนวกรวมแบบยุคสหภาพโซเวียต รัสเซียใช้วิธีรวมกลุ่มความร่วมมือทางสหภาพจากองค์กรต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น สหภาพศุลกากรเพื่อดูแลการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต หรือองค์กรสนธิสัญญาความมั่นคงเพื่อดูแลด้านความมั่นคงภายในภูมิภาค

ลอว์เรน กู๊ดริช ผู้เชี่ยวชาญรัสเซียศึกษาจากสแตรทฟอร์ ระบุว่า การกระทำดังกล่าวทำให้รัสเซียมีอิทธิพลในภูมิภาคทั้งด้านการต่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคง โดยไม่ต้องเข้าไปก้าวก่ายกับกิจการและการเมืองภายในใดๆ ของบรรดาอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต

ขณะที่หลักฐานชิ้นสำคัญต่อมา คือการกระชับสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านในเอเชีย โดยอาศัยก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีล้นเหลือเป็นตัวเชื่อมสำคัญ เห็นได้จากการประชุมว่าด้วยความร่วมมือทางพลังงานระหว่างรัสเซียกับจีนหลายระลอกนับตั้งแต่ต้นปี 2014 และกำลังจะมีขึ้นอีกครั้งช่วงกลางสัปดาห์นี้ที่กรุงปักกิ่ง

ทั้งนี้ ทางการจีน เปิดเผยว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาได้มีการลงนามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลด้านพลังงานแล้ว 6 ฉบับ และอีกมากกว่า 20 ฉบับ ในภาคเอกชนของสองประเทศรวมถึงโครงการเส้นทางลำเลียงน้ำมันจากรัสเซียตั้งแต่ตะวันออกจรดตะวันตกของจีน และโครงการความร่วมมือก๊าซธรรมชาติแอลเอ็นจี ยามัล

นอกจากนี้ รัสเซียยังมีแผนขยายปริมาณการส่งท่อน้ำมันสายไซบีเรียตะวันออกมหาสมุทรแปซิฟิก (อีเอสพีโอ) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันจากรัสเซียสู่ประเทศต่างๆ ในเอเชียให้ได้ 80 ล้านตัน (1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน) ภายในปี 2020 เพิ่มเติมจากการขนส่งน้ำมันไปขายยังภูมิภาคยุโรปที่เริ่มดิ้นรนหาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่นหลังใช้มาตรการคว่ำบาตรกับรัสเซีย

สำหรับหลักฐานบ่งชี้สุดท้ายที่สะท้อนถึงการเตรียมตัวการสร้างจักรวรรดิใหม่ และเห็นได้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ หลังสหรัฐและสหภาพยุโรปดำเนินมาตรการคว่ำบาตรกับรัสเซีย คือ การมุ่งมั่นลดการพึ่งพาชาติตะวันตก โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจการค้า จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการสร้างขั้วอำนาจเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่แทนที่จะต้องพึ่งพาผูกติดกับมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐ

เห็นได้จากการประกาศลดการพึ่งพาเงินเหรียญสหรัฐ โดยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซีย ระบุชัดว่า การเซ็นสัญญาซื้อขายพลังงานอย่างน้ำมันดิบหรือก๊าซ รวมถึงการค้าอาวุธต่อจากนี้จะเน้นให้อยู่ในรูปสกุลเงินรูเบิลของรัสเซียและเงินยูโรของยุโรปเป็นหลัก โดย อังเดร คอสติน ผู้อำนวยการธนาคารวีทีบี ธนาคารรัฐที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย กล่าวสนับสนุนทันทีว่า เมื่อพิจารณาจากอิทธิพลด้านพลังงานของรัสเซีย ถึงเวลาสมควรแล้วที่ประเทศจะพึงมีระบบการเงินของตนเองเสียที

ขณะที่ล่าสุดทางการรัสเซียยังเอาจริงด้วยการเร่งให้บรรดาบริษัทถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศและนำมาจดทะเบียนในตลาดภายในประเทศ เพื่อปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของรัสเซีย หลังมาตรการคว่ำบาตรทำให้การซื้อขายในตลาด โอเอโอ มอสโก ของรัสเซียหดหายไป 6.4% นับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ซึ่งทำให้รัสเซียตระหนักว่าอิทธิพลของตนเองยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ

แม้การเรียกร้องครั้งนี้ จะเป็นการขอความร่วมมือ แต่รัฐบาลรัสเซียก็เพิ่มแรงจูงใจด้วยการเตรียมขายหุ้นบรรดารัฐวิสาหกิจเข้าตลาด ซึ่งนักวิเคราะห์ ระบุว่า หากทำได้สำเร็จการกระทำครั้งนี้จะนับเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจของรัสเซียให้แข็งแกร่งด้วยลำแข้งตนเอง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในแผนการสร้างจักรวรรดิรัสเซียขึ้นมาใหม่ตามเจตนารมณ์ของประธานาธิบดีปูติน

ยังไม่นับรวมกรณีที่รัสเซียประกาศยกระดับแสนยานุภาพกองทัพ และทบทวนสนธิสัญญาลดการถือครองอาวุธกับสหรัฐ ซึ่งสองชาติมหาอำนาจลงนามร่วมกันเมื่อประมาณปี 2009 แสดงให้เห็นความต้องการของรัสเซียที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้อิทธิพลแดนหมีขาวบนเวทีโลกกร้าวแกร่งมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ไม่ว่าเป้าหมายของประธานาธิบดีปูตินจะสำเร็จได้ตามความตั้งใจไว้หรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุด ความพยายามกรุยทางบทบาทบนเวทีโลกครั้งนี้ ก็ทำให้ชาติตะวันตกไม่อาจใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งจัดการกับรัสเซียได้ง่ายดายเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69