posttoday
รัฏฐาปัดของ ฌอง โบแด็ง

รัฏฐาปัดของ ฌอง โบแด็ง

09 เมษายน 2557

มีการถกเถียงแนวคิดเรื่อง “รัฏฐาธิปัตย์” กันอย่างกว้างขวาง และหาผู้อธิบายในทางรัฐศาสตร์ได้ยาก ผมได้ไปค้นหาแนวคิดนี้พบว่าเกี่ยวข้องกับ “อำนาจอธิปไตย หรือ “อำนาจสูงสุด” อย่างหนีไม่พ้น ด้วยเหตุนี้รัฏฐาธิปัตย์จึงหมายถึงผู้ปกครองสูงสุด หรือผู้มีอำนาจในการปกครองรัฐสูงสุด

มีการถกเถียงแนวคิดเรื่อง “รัฏฐาธิปัตย์” กันอย่างกว้างขวาง และหาผู้อธิบายในทางรัฐศาสตร์ได้ยาก ผมได้ไปค้นหาแนวคิดนี้พบว่าเกี่ยวข้องกับ “อำนาจอธิปไตย หรือ “อำนาจสูงสุด” อย่างหนีไม่พ้น ด้วยเหตุนี้รัฏฐาธิปัตย์จึงหมายถึงผู้ปกครองสูงสุด หรือผู้มีอำนาจในการปกครองรัฐสูงสุด

ในโอกาสนี้ขอนำผลงานหนังสือทฤษฎีการเมืองยุคใหม่ ของ ศาสตราจารย์พิเศษ พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย ผู้ล่วงลับไปแล้ว ในขณะดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในเรื่องแนวคิดของ ฌอง โบแด็ง (Jean Bodin) ค.ศ. 1530-1596 อันเป็นความรู้เบื้องต้นของรัฏฐาธิปัตย์ ดังนี้

1.อำนาจอธิปไตย

คืออำนาจสูงสุด เป็นอำนาจที่โดยธรรมชาติแล้วติดมากับรัฐ โบแด็ง กล่าวว่า “รัฐที่ปราศจากอำนาจสูงสุดที่รวมสมาชิกทุกคนและทุกกลุ่มเข้าด้วยกันไม่อาจถือได้ว่าเป็นรัฐ” กล่าวอีกนัยหนึ่ง อำนาจอธิปไตยก็คือพลังที่สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาคมการเมือง ปราศจากพลังเช่นว่านี้ ประชาคมการเมืองก็จะต้องสลายลง อำนาจอธิปไตยนี้แสดงออกถึง “การปกครองบังคับบัญชาและการเชื่อฟัง” ซึ่งจำต้องมีอยู่โดยธรรมชาติในทุกกลุ่มสังคม อำนาจอธิปไตยก็คือ “พลังอำนาจที่เด็ดขาดและถาวรของรัฐ” ถาวร หมายถึงว่า เป็นอำนาจที่ผูกพันอยู่อย่างแน่นแฟ้นกับจิตสำนึกของสังคมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

“...กษัตริย์ใช้อำนาจนี้ชั่วชีวิตโดยสืบทอดกันอย่างต่อเนื่องบนราชบัลลังก์... รัฐประชาธิปไตยก็มีอำนาจนี้ในรูปแบบสังคมของตน... แต่จะไม่มีอำนาจอธิปไตยของข้าราชการคนหนึ่งหรือของสภานิติบัญญัติที่ได้รับเลือกตั้งสำหรับระยะเวลาหนึ่ง บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่องค์อธิปัตย์ แต่เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ (Magistrats)”

นอกจากความถาวรแล้ว อำนาจอธิปไตยยังเป็นอำนาจที่คงความเด็ดขาดด้วยเช่นกัน โบแด็ง กล่าวว่า “ผู้ที่เป็นองค์อธิปัตย์จะต้องไม่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของผู้อื่นใด และจะต้องสามารถออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมายที่ไม่เป็นประโยชน์เพื่อการออกกฎหมายใหม่ ด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงบัญญัติไว้ว่า : กษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดเกี่ยวกับพลังบังคับของกฎหมาย” กษัตริย์ผู้เป็นองค์อธิปัตย์นอกจากจะไม่อยู่ใต้อำนาจบังคับของกฎหมายของกษัตริย์องค์ก่อนๆ แล้ว ยังไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจของกฎหมายของพระองค์เองอีกด้วย “กษัตริย์ไม่อาจมัดพระหัตถ์ของพระองค์เอง แม้ว่าพระองค์จะต้องการก็ตาม” ด้วยเหตุนี้กฎหมายต่างๆ ของกษัตริย์จึงจบลงด้วยถ้อยคำ นี่เป็นความปรารถนาของเราเพื่อแสดงให้เห็นว่ากฎหมายต่างๆ ของกษัตริย์องค์อธิปัตย์ แม้ว่าจะเป็นกฎหมายที่ดีสักแค่ไหนก็ตามก็ยังต้องขึ้นกับเจตจำนงของกษัตริย์เท่านั้น

จุดเริ่มต้นและจุดที่สำคัญที่สุดของกระบวนการของอำนาจอธิปไตยอยู่ที่นี่เองคือ อำนาจออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมาย โบแด็ง กล่าวว่า “สัญลักษณ์ประการแรกของกษัตริย์องค์อธิปัตย์ก็คืออำนาจออกกฎหมายซึ่งใช้บังคับกับทุกคนหมดและกับแต่ละคนเป็นส่วนตัวโดยปราศจากการขอความยินยอมไม่ว่าจากผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าพระองค์ จากผู้ที่เท่าเทียมด้วยพระองค์หรือด้อยกว่าพระองค์ : ถ้ากษัตริย์จำต้องออกกฎหมายด้วยความยินยอมของผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าพระองค์ กษัตริย์ก็คือผู้อยู่ใต้ปกครองดีๆ นี่เอง ถ้าต้องขอความยินยอมจากผู้ที่เท่าเทียมด้วยพระองค์ กษัตริย์ก็จะมีแต่มิตรสหาย และถ้าต้องขอความยินยอมจากผู้อยู่ใต้ปกครองไม่ว่าเป็นสภาซีเนตหรือประชาชน กษัตริย์ก็จะไม่ใช่องค์อธิปัตย์” ส่วนจารีตประเพณีนั้นโบแด็ง กล่าวว่า “กฎหมายสามารถยกเลิกจารีตประเพณี และจารีตประเพณีไม่อาจขัดต่อกฎหมาย”

สัญลักษณ์อื่นๆ ทั้งหมดของอำนาจอธิปไตยก็รวมอยู่ที่นี่ คือ อำนาจออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมาย “ถ้าจะพูดกันไปแล้วก็มีแต่อำนาจนี้” ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากอำนาจนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประกาศสงครามและทำสัญญาสันติภาพ การตั้งข้าราชการชั้นสูง การตัดสินคดีขั้นสูงสุด การอภัยโทษ การออกเงินตรา การเก็บภาษี

2.อำนาจอธิปไตย : พื้นฐานของการจำแนกรูปแบบต่างๆ ทางการเมืองการปกครอง

แนวความคิดเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยดังกล่าวนี้ โบแด็งได้นำมาใช้เป็นพื้นฐานในการจำแนกรูปแบบต่างๆ ทางการเมืองการปกครองตามความคิดของโบแด็ง อำนาจอธิปไตยในทางทฤษฎีอาจจะอยู่ที่มวลชน (ประชาธิปไตย)อยู่ที่คนกลุ่มน้อย (อภิชนาธิปไตย) หรืออยู่ที่คนคน เดียว (ระบอบกษัตริย์) แต่ละรูปแบบต่างก็มีข้อดีข้อเสียของตน อาทิ

ก.รัฐประชาชน เป็นรูปแบบรัฐที่ไม่อยู่ในอุดมคติของโบแด็ง รัฐประชาชนก็คือรัฐที่ประชาชนส่วนใหญ่ปกครองบังคับบัญชาคนส่วนน้อยโดยทั้งหมด และปกครองบังคับบัญชาทุกคนหมดเป็นรายบุคคล รัฐประชาชนมีอยู่เมื่อพวกกระฎมพีส่วนใหญ่ไม่ว่าจะโดยรายบุคคล โดยชนชั้นหรือโดยตำบลได้เข้าไปมีส่วนร่วมในอำนาจอธิปไตย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ที่ซึ่งผู้อยู่ใต้ปกครองอิสระ เป็นผู้ตัดสินใจด้วยเสียงข้างมากไม่ว่าจะโดยวิธีการเลือกตั้งใดหรือไม่ก็ตาม สำหรับโบแด็งประชาธิปไตยหมายถึง การที่พวกกระฎมพีทั้งหมดเข้าไปมีส่วนร่วมในอำนาจอธิปไตย ซึ่งแตกต่างไปจากอริสโตเติล : รัฐประชาชนก็คือรัฐที่คนจนเท่านั้นที่มีอำนาจอธิปไตย

ข.รัฐอภิชน “รูปแบบของรัฐที่ราษฎรกลุ่มคนส่วนน้อยปกครองคนส่วนมากทั้งหมดโดยอาศัยความเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดและปกครองราษฎรแต่ละคนเป็นรายบุคคล ซึ่งตรงข้ามกับรัฐประชาชนที่คนส่วนใหญ่ปกครองคนส่วนน้อยในนามของคนส่วนรวม” นอกจากนี้ อภิชนาธิปไตยจึงอาจให้นิยามได้ว่าเป็นระบอบที่อำนาจอธิปไตยเป็นของคนส่วนน้อย

ค.รัฐกษัตริย์ รัฐกษัตริย์เป็นรูปแบบที่โบแด็งให้ความสนใจมากที่สุดและได้ให้นิยามไว้ดังนี้ว่า “เป็นรัฐที่อำนาจอธิปไตยอันเด็ดขาด (la souverainete absolue) อยู่ที่กษัตริย์แต่ผู้เดียว” กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือรัฐกษัตริย์เป็นรัฐที่ซึ่งองค์อธิปัตย์จะต้องเป็นบุคคลผู้หนึ่ง ไม่ใช่ประชาชนหรือคณะบุคคล จะไม่มีรัฐกษัตริย์ถ้ากษัตริย์มิได้มีอำนาจตัดสินใจสุดท้าย และถ้านอกเหนือกษัตริย์ออกไปยังมีศาลประชาชนหรืออภิชน ก็จะไม่มีรัฐกษัตริย์อีกเช่นกัน ในกรณีที่กษัตริย์สององค์ปกครองร่วมกัน โบแด็งเห็นว่าระบอบเช่นนี้เป็นเรื่องไร้สาระ โดยกล่าวว่า“โลกมนุษย์เราไม่อาจยอมรับการมีพระเจ้าสององค์ที่ทรงพลังอำนาจเท่ากันได้ฉันใด ก็ไม่อาจยอมรับการมีกษัตริย์สององค์ที่มีอำนาจเท่ากันได้ฉันนั้น”

จึงนำเรียนเป็นความรู้เบื้องต้น เพื่อพิจารณาครับ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์