
สมาร์ทโฟนโลก เจอทางตันคู่แข่งเยอะ ตัดราคาดุ
สร้างความประหลาดใจไม่น้อย เมื่อจู่ๆ บริษัท ซัมซุง เจ้าพ่อผู้ผลิตมือถือสมาร์ทโฟนและเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่จากเกาหลีใต้
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
สร้างความประหลาดใจไม่น้อย เมื่อจู่ๆ บริษัท ซัมซุง เจ้าพ่อผู้ผลิตมือถือสมาร์ทโฟนและเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่จากเกาหลีใต้ ประกาศออกมาตัดลดคาดการณ์ผลกำไรไตรมาสแรกปีนี้ลงถึง 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 8.4 ล้านล้านวอน (ราว 2.54 แสนล้านบาท) โดยถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 8.5 ล้านล้านวอน
หากผลกำไรในไตรมาสแรกของซัมซุงลดลงตามที่ประกาศออกมาจริงๆ ก็จะถือเป็นผลกำไรของสมาร์ทโฟนเบอร์ 1 จากแดนกิมจิที่ลดลงต่อเนื่องกันเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกันเลยทีเดียว
ผลกำไรของซัมซุงที่ลดลงไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะแต่บริษัท ซัมซุง เพียงอย่างเดียว เพราะขณะนี้หลายบริษัทที่ทำธุรกิจด้านสมาร์ทโฟนก็กำลังประสบปัญหายอดขายและผลกำไรที่ลดลงอย่างหนักเช่นเดียวกัน
โดยก่อนหน้าที่ซัมซุงจะเผยผลคาดการณ์ผลกำไรเพียง 1 วัน ด้านบริษัท เอชทีซี ผู้ผลิตโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนจากไต้หวัน ก็เผยตัวเลขผลกำไรไตรมาสแรกของปีนี้ออกมา ซึ่งปรากฏว่าประสบกับปัญหาขาดทุนหนักกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยขาดทุนไปมากถึง 1,880 ล้านเหรียญไต้หวัน (ราว 1,900 ล้านบาท) ตรงข้ามช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่แล้ว ซึ่งบริษัททำกำไรได้มากถึง 85 ล้านเหรียญไต้หวัน (ราว 85 ล้านบาท)
เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความท้าทายสำคัญต่อวงการอุตสาหกรรมมือถือสมาร์ทโฟนทั่วโลกที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากความต้องการของตลาดสมาร์ทโฟนที่เคยเติบโตอย่างร้อนแรงมาตลอด 34 ปีที่ผ่านมา ได้เดินทางมาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะเริ่มชะลอตัวลงเรื่อยๆ
โดยข้อมูลจากบริษัทวิจัยด้านการตลาด ไอดีซี คาดการณ์ว่าในปีนี้การเติบโตของยอดผลิตโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนออกสู่ตลาดโลกจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 19% หรือที่ 1,200 ล้านเครื่อง ก่อนที่จะลดลงมาเหลือตัวเลขเพียงหลักเดียวภายในปี 2017 สวนทางกับตัวเลขในปี 2013 ที่ขยายตัวได้สูงถึง 39%
ไอดีซี ชี้ว่า ตลาดที่กำลังประสบปัญหาอิ่มตัวอย่างหนัก คือ ในภูมิภาคอเมริกาเหนือและยุโรป ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญภาวะถดถอย เหลือเพียงแค่กลุ่มตลาดเกิดใหม่เท่านั้นที่ยังคงเติบโตได้อยู่
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ในอนาคตต่อจากนี้ไปตลาดสมาร์ทโฟนโลกจะเข้าสู่ช่วงขาลง ก็เกิดมาจากการที่บรรดาค่ายผู้ผลิตไม่สามารถงัดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาดึงดูดลูกค้าในตลาดได้มากพอ
โดยเฉพาะในกลุ่มโทรศัพท์รุ่นท็อปของแต่ละค่ายที่หลังๆ ไม่ว่าจะทั้ง แอปเปิ้ล ซัมซุง ดูเหมือนว่ามือถือรุ่นใหม่ๆ แต่ละรุ่นที่ผลิตออกมาแทบจะไม่มีการแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่แตกต่างออกไปจากรุ่นก่อนหน้านั้นมากนัก
จนเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ซื้อจึงเริ่มพักและชะลอการซื้อมือถือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ลง
ทำให้คาดการณ์กันต่อไปว่า ในอนาคตต่อจากนี้ไปการแข่งขันของค่ายมือถือทั้งรายใหญ่และรายเล็กทั่วโลก ไม่ว่าจะป็น แอปเปิ้ล ซัมซุง เอสทีซี ไปจนถึง หัวเหว่ย และซีทีอี จะยิ่งทวีความร้อนแรง โดยกลยุทธ์ที่คาดว่าหลายค่ายจะงัดขึ้นมาใช้ คือ การมุ่งตัดลดราคาสินค้าแข่งกันเพื่อหวังดึงดูดลูกค้าและแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดมากขึ้น
นอกจากนี้ ยิ่งเมื่อเหลือเพียงแค่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เป็นตลาดสมาร์ทโฟนเพียงแห่งเดียวในโลกที่ยังคงขยายตัวได้อยู่ อาจทำให้หลายค่ายหันมาแข่งขันมาเจาะฐานลูกค้าในกลุ่มประเทศเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งการเจาะกลุ่มตลาดประเทศตลาดเกิดใหม่นั้น เป็นที่รู้กันว่าจะไปตั้งราคาสูงลิ่วเหมือนที่ขายในตลาดประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้
ดังนั้น ในอนาคตอาจได้เห็นราคาสมาร์ทโฟนจากค่ายต่างๆ ลดลง โดยบริษัท ไอดีซี คาดการณ์ว่าภายในปี 2017 ราคาเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนจะลดลงมาเหลือที่ 260 เหรียญสหรัฐ (ราว 8,320 บาท) ต่อเครื่อง ขณะที่ปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 335 เหรียญสหรัฐ (ราว 10,720 บาท)
“การขยายตัวของตลาดมือถือสมาร์ทโฟนที่ลดลงมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสมรภูมิการแข่งขันในตลาดของผู้ผลิตมือถือสมาร์ทโฟน เพราะผลจากการที่ตลาดทั่วโลกชะลอตัวลง แต่มีตลาดเกิดใหม่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ยังคงขยายตัวได้อยู่ ดังนั้น เกมการแข่งขันจึงเปลี่ยนไป และปัจจัยสินค้าที่มีคุณภาพสูงจะไม่ใช่จุดเน้นอีกต่อไป” ไรอัน รีท นักวิจัยตลาดของไอดีซี กล่าว
สอดรับกับทรรศนะของ โรมองต์ รามาส นักวิจัยตลาดอีกคนจากไอดีซี ที่เผยว่า การเจาะตลาดของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ผู้ผลิตจำเป็นต้องลดราคาลงมา ซึ่งแนวโน้มการผลิตมือถือสมาร์ทโฟนราคาถูก หรือมีราคาต่ำกว่า 150 เหรียญสหรัฐ (ราว 4,800 บาท) กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในปีที่แล้วมีการผลิตออกมาสู่ทั่วโลกมากถึง 322.5 ล้านเครื่อง
แนวโน้มการแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนโลกที่จะเข้มข้นขึ้น ท่ามกลางภาวะตลาดที่เริ่มอิ่มตัวนี้ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่บรรดาผู้ผลิตมือถือต่างๆ เริ่มมองเห็นมาพักใหญ่แล้ว โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาทางซัมซุงเองก็ออกมายอมรับว่า การแข่งขันเพื่อแย่งชิงลูกค้าจะยากลำบากขึ้น
ไม่ใช่เพียงแค่การตัดลดราคาแข่งกันเท่านั้นที่บริษัทต่างๆ ต้องงัดออกมาใช้ แต่ยังรวมการตัดลดต้นทุนต่างๆ เช่น ต้นทุนการผลิตและค่าทำการตลาดลง แล้วหันมาเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานภายในองค์กรเพื่อรักษาผลกำไรของบริษัทให้ยังคงสามารถเติบโตไว้ได้ต่อไป
ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าสมรภูมิการแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนโลกจะเริ่มพลิกโฉมหน้าไปสู่การแข่งขันด้านราคามากขึ้น แต่เชื่อว่าผู้ที่ยังคงเป็นผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟนต่อไปก็คือ ระบบมือถือแบบแอนดรอยด์ โดยไอดีซีมองว่าในปี 2018 ระบบปฏิบัติการแบบแอนดรอยด์จะครองส่วนแบ่งมือถือสมาร์ทโฟนในตลาดทั่วโลกได้มากกว่า 75% ขณะที่ระบบปฏิบัติการแบบไอโอเอสจะมีสัดส่วนอยู่ที่ 15%
จึงนับเป็นความเปลี่ยนแปลงในวงการอุตสาหกรรม มือถือสมาร์ทโฟนทั่วโลกที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง







