posttoday
ความจริงพลังงาน 2

ความจริงพลังงาน 2

08 เมษายน 2557

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้กล่าวถึงข้อมูลที่แท้จริงเรื่องพลังงานที่คนไทยควรทราบเพื่อไม่ให้ถูกบิดเบือน ไม่ใช่เฉพาะในมุมของพลังงานเท่านั้น แต่ในมุมของการเงินการคลังของประเทศด้วย โดยได้นำเสนอไปแล้ว 3 เรื่อง 1) โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่กระทรวงการคลังคุมเสียงส่วนมากอยู่ถึง 66% ไม่ได้มีคนอื่นถืออย่างที่ลือกัน ตลอดจนแนวทางที่จะลดหนี้สาธารณะของประเทศ 2) เรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันที่มีทั้งภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อนำเงินไปสร้างและซ่อมแซมถนน และเงินเก็บเข้ากองทุน และ 3) รายได้ของรัฐจากสัมปทานปิโตรเลียมปีละกว่าแสนล้านบาท แต่ก๊าซที่ขุดได้ในอ่าวไทยกำลังจะหมดลง ซึ่งจะต้องนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างประเทศที่มีราคาสูงมาทดแทน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้นมาก

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้กล่าวถึงข้อมูลที่แท้จริงเรื่องพลังงานที่คนไทยควรทราบเพื่อไม่ให้ถูกบิดเบือน ไม่ใช่เฉพาะในมุมของพลังงานเท่านั้น แต่ในมุมของการเงินการคลังของประเทศด้วย โดยได้นำเสนอไปแล้ว 3 เรื่อง 1) โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่กระทรวงการคลังคุมเสียงส่วนมากอยู่ถึง 66% ไม่ได้มีคนอื่นถืออย่างที่ลือกัน ตลอดจนแนวทางที่จะลดหนี้สาธารณะของประเทศ 2) เรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันที่มีทั้งภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อนำเงินไปสร้างและซ่อมแซมถนน และเงินเก็บเข้ากองทุน และ 3) รายได้ของรัฐจากสัมปทานปิโตรเลียมปีละกว่าแสนล้านบาท แต่ก๊าซที่ขุดได้ในอ่าวไทยกำลังจะหมดลง ซึ่งจะต้องนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างประเทศที่มีราคาสูงมาทดแทน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้นมาก

เมื่อพูดถึงการนำเข้าก๊าซ LNG ผู้เขียนเพิ่งจะกลับจากดูงานในประเทศญี่ปุ่น กับวิทยาการพลังงานรุ่นที่ 4 ที่ผู้เขียนร่วมศึกษาอยู่ โดยมีเพื่อนร่วมรุ่น เช่น พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ คุณสุนันท์ สิงห์สมบุญ วุฒิสมาชิก คุณสมประสงค์ บุญยะชัย CEO บริษัท อินทัช คุณทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา คุณบวร วงศ์สินอุดม CEO ของ PTTGC เป็นต้น โดยได้ไปเยี่ยมบริษัท Tokyo Gas ผู้นำเข้า LNG รายใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งน่าจะเป็นแบบอย่างที่ประเทศไทยอาจจะต้องนำมาใช้เมื่อก๊าซในอ่าวไทยหมดลง

ขอต่อเรื่องที่ 4 ก๊าซที่ขุดได้จากอ่าวไทยเป็น ก๊าซเปียก (Wet Gas) สามารถนำไปเข้าโรงแยกก๊าซ เพื่อนำไปใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีได้เป็นจำนวนมาก โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปิโตรเคมีมูลค่าปีละเป็นหลายแสนล้านบาท เช่น PTTGC ขายปีละกว่า 5 แสนล้านบาท บริษัทปิโตรเคมีของเครือปูนซิเมนต์ไทยขายปีละกว่า 2 แสนล้านบาท และยังมีการผลิตสินค้าต่อเนื่องอีกมาก ซึ่งหากไม่ได้ก๊าซจากอ่าวไทยมาแยกแล้วมาทำปิโตรเคมีแล้ว อุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ซึ่งหากคำนวณรายได้จากทั้งสัมปทานปิโตรเลียมและภาษีอากรที่รัฐได้จากธุรกิจพลังงาน เช่น การจำหน่ายน้ำมันและก๊าซ รวมถึงธุรกิจปิโตรเคมีแล้ว ปีหนึ่งรัฐได้รับรายได้เป็นจำนวนเงินหลายแสนล้านบาท

เรื่องที่ 5 โอกาสที่ประเทศไทยจะหาก๊าซในราคาถูกเพื่อมาทดแทนแหล่งก๊าซในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดลง และสามารถนำมาแยกก๊าซเพื่อนำไปทำปิโตรเคมีได้ คือ การเจรจากับประเทศกัมพูชาในพื้นที่ทับซ้อนที่มีก๊าซอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะมากกว่าหรือเท่ากับปริมาณเดิมที่ไทยเคยมีอยู่และใช้มากว่า 30 ปีแล้ว และไทยจะได้ประโยชน์มากกว่ากัมพูชามาก เพราะมีโรงแยกก๊าซ 6 โรง และกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีที่สร้างเสร็จแล้วใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก ในขณะที่กัมพูชายังไม่มีอะไรเลย และต้องใช้เวลานานในการสร้าง อีกทั้งประชากรไทยมี 67 ล้านคน และประชากรกัมพูชามี 14 ล้านคน คนไทยได้ใช้ก๊าซในราคาถูกในปริมาณที่มากกว่าอย่างแน่นอน ดังนั้น ถ้าหากอยากจะใช้ก๊าซในระดับราคาที่คงเดิม รวมถึงค่าไฟฟ้า และอยากรักษาธุรกิจปิโตรเคมีของประเทศไว้ ก็อาจจะต้องเริ่มไม่ฟังเรื่องแต่งขึ้นเพื่อให้เกลียดประเทศกัมพูชาให้น้อยลง ซึ่งไม่ใช่ว่าเจรจาเสร็จแล้วจะสามารถนำก๊าซขึ้นมาใช้ได้ในทันที เพราะต้องใช้เวลาในการสำรวจและขุดเจาะขึ้นมาอย่างน้อย 8-10 ปี จึงจะนำก๊าซขึ้นมาใช้ได้ เหมือนอย่างเช่นก๊าซในพื้นที่ทับซ้อนไทยมาเลเซีย หากจำกันได้ ตกลงกันได้ในสมัยนายกฯ พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ต้องใช้เวลาถึง 26 ปี ถึงจะเริ่มนำก๊าซขึ้นมาใช้ได้ ดังนั้น หากตกลงได้เร็วเท่าไหร่ ประเทศไทยก็จะได้ประโยชน์เร็วขึ้นเท่านั้น

เรื่องที่ 6 เป็นเรื่องที่สำคัญมาก คือ กปปส.และนายสุเทพ ชอบสร้างวาทกรรมให้เกลียดชังประเทศกัมพูชา และรัฐบาลกัมพูชา ถึงขนาดอ้างว่ามีกองกำลังจากกัมพูชาเข้ามาในประเทศ ทั้งๆ ที่ในอดีตนายสุเทพแอบไปขอเจอกับรองนายกฯ สกอัน ของกัมพูชา เพื่องุบงิบขอเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนนี้ ตามหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการจากประเทศกัมพูชา โดยอ้างว่ามาเป็นตัวแทนนายอภิสิทธิ์ถึงสองหน คือ ที่ฮ่องกง วันที่ 1 ส.ค. 2552 และที่เมืองคุนหมิง ประเทศจีน วันที่ 16 ก.ค. 2553 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กำลังมีปัญหาอย่างหนักกับประเทศกัมพูชา ถึงขนาดทำสงครามกัน แต่นายสุเทพกลับแอบไปขอเจอ โดย ผู้เขียนได้สอบถามนายสุเทพผ่านสื่อไปแล้วหลายหน แต่ไม่เคยได้รับคำตอบ โดยอยากให้นายสุเทพเปิดเผยว่าได้ไปเรียกร้องอะไรกับนายสกอันหรือไม่อย่างไร และทำไมเกลียดนักหนาแต่กลับไปแอบขอเจรจา และก็น่าสงสัยว่าจะเป็นการกระทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 190 หรือไม่

เรื่องที่ 7 มักจะมีการเปรียบเทียบราคาน้ำมันไทยกับราคาน้ำมันประเทศมาเลเซีย ซึ่งราคาน้ำมันของมาเลเซียต่ำกว่าของไทย ทั้งนี้ เพราะประเทศมาเลเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน ในขณะที่ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันถึงประมาณ 85% ของปริมาณน้ำมันที่ใช้ทั้งหมด ดังนั้น จึงเปรียบเทียบราคากันไม่ได้ และก็เช่นกันที่เปรียบเทียบว่าประเทศไทยขุดน้ำมันได้เท่ากับประเทศบรูไน แต่ประเทศบรูไนเป็นประเทศเล็กมีประชากรเพียง 4 แสนกว่าคนเท่านั้น และเป็นผู้ส่งออกน้ำมันเช่นกัน

นี่คือความจริงที่อยากให้ได้ทราบกันไว้

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69