
ค้าขาย "หยวน-บาท"ไม่ง่ายตราบใดจีนยังไม่ปล่อยเสรี
การแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นคู่ค้าเบอร์ 1 รายใหม่ของประเทศไทยได้ในปี 2556 ที่ผ่านมานั้น ย่อมเป็นสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนถึงความสำคัญของ “จีน”
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
การแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นคู่ค้าเบอร์ 1 รายใหม่ของประเทศไทยได้ในปี 2556 ที่ผ่านมานั้น ย่อมเป็นสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนถึงความสำคัญของ “จีน” ต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางด้านการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะภายหลังมีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ทั้งในระดับทวิภาคีไทยจีน และในระดับพหุภาคีภายใต้กรอบอาเซียนจีน/อาเซียนบวก 3 และอาเซียนบวก 6
ด้วยความสำคัญในฐานะคู่ค้ารายใหญ่ และความสำคัญในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ทั้งทางบกและทางทะเลนี่เอง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ไทยและอาเซียนจะกลายเป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายสำคัญของการผลักดันใช้ “เงินหยวน” (เหรินเหมินปี้) เป็นสกุลเงินในการชำระสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามผลักดันเงินหยวนสู่การเป็นสกุลเงินสากล (Yuan Internationalization) ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา
ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักยุทธศาสตร์อาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.มีนโยบายสนับสนุนให้ไทยและอาเซียนใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการซื้อขายระหว่างกัน เพื่อลดการพึ่งพาเงินสกุลเหรียญสหรัฐที่ผันผวนตามสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยส่งเสริมการใช้เงินหยวนด้วยการทำข้อตกลงซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา (สวอป) ระหว่างเงินบาทและหยวน หนุนภาคธุรกิจให้คล่องตัว
“มีแนวโน้มที่จะมีการใช้เงินสกุลหยวนซื้อขายระหว่างประเทศมากขึ้น หลังจีนส่งเสริมผ่านนโยบายผ่อนคลายค่าเงิน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการเงิน แต่ผู้ประกอบการต้องเปิดใจกว้างยอมรับ” ยรรยง กล่าว
ทั้งนี้ ไทยและจีนได้ลงนามข้อตกลงสวอปไลน์เงินบาทหยวน ในวงเงิน 7,000 ล้านหยวน (ราว 3.66 หมื่นล้านบาท) มาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2011 เพื่อเพิ่มสภาพคล่องของเงินหยวนในระบบการเงินไทย โดยหวังให้ผู้ประกอบการไทยจีนหันมาใช้เงินหยวนชำระค่าสินค้าและบริการระหว่างกันมากขึ้น จากเดิมที่มีการใช้เงินเหรียญสหรัฐเป็นหลักและต้องมีต้นทุนในการแปลงเงินถึง 3 ขั้นตอน บาทหยวนเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกัน ความร่วมมือในช่วงดังกล่าวยังมีขึ้นเพื่อต้องการลดความเสี่ยงความผันผวนค่าเงิน โดยเฉพาะเงินเหรียญสหรัฐ ภายหลังจากที่สหรัฐประสบวิกฤตการณ์ภาคการเงินมาตั้งแต่ปี 2008 และต้องใช้มาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) อัดฉีดถึง 3 รอบ ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐร่วงลงอย่างหนัก กระทบต่อหลายประเทศผู้ส่งออกในเอเชีย
อย่างไรก็ตาม แม้จะผ่านมาแล้วถึง 2 ปี ท่ามกลางยุคค่าเงินผันผวนหนัก ทว่าปัจจุบันปริมาณการใช้เงินหยวนในการชำระสินค้าและบริการในไทยกลับมีสัดส่วนเพียงแค่กว่า 1% ของมูลค่าการค้าทวิภาคีเกือบ 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2013 เท่านั้น
สะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่มีต่อค่าเงินของคู่ค้าอันดับ 1 ของเรา ยังไม่มากพออย่างที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้
หากพิจารณาถึงอุปสรรคของการปั้นหยวนสู่เวทีเดอะสตาร์ไทยและอาเซียน จะพบว่าล้วนยังเต็มไปด้วยขวากหนามใหญ่ๆ หลายประการ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง “ความเชื่อมั่น” ที่ต้องไม่ลืมว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังไม่ได้ “เปิดเสรีภาคการเงิน” ในประเทศ ซึ่งทำให้เงินหยวนไม่อาจเคลื่อนไหวได้ตามกลไกตลาดเสรีอย่างเช่นเงินเหรียญสหรัฐ เงินยูโร หรือแม้แต่เงินบาท
“นโยบายค่าเงินหยวนยังไม่เสรีเท่าที่ควร และไม่สะท้อนราคาตลาดที่แท้จริงอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้มีคนบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์และบางกลุ่มต้องเสียประโยชน์” เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี กล่าว
ปัจจุบันรัฐบาลจีนยังคงควบคุมภาคการเงินและการปริวรรตเงินตราอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการควบคุมบัญชีทุน (Capital Account) ซึ่งเงินหยวนจะสามารถแปลงสภาพได้ภายใต้บัญชีเดินสะพัดเท่านั้น ขณะที่การแปลงสภาพภายใต้บัญชีทุนอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ดังนั้น เงินทุนที่เข้าออกจีนจึงยังอยู่ในกฎเกณฑ์หลายด้าน
ขณะเดียวกัน ความลังเลที่จะใช้เงินหยวนในการชำระเงินทางตรงระหว่างผู้ประกอบการไทยจีน ยังไม่ได้มาจากนักธุรกิจไทยเพียงฝั่งเดียวที่ยังไม่กล้าผละจากเงินเหรียญสหรัฐที่ใช้มาเป็นเวลานานเท่านั้น หากแต่ยังมาจากฝั่งจีนด้วยเช่นกัน เพราะการใช้เงินหยวนที่จะสร้างความได้เปรียบให้แก่จีนนั้น จะทำให้ผู้ประกอบการฝั่งจีนต้องเผชิญ “การต่อรอง” จากคู่ค้ามากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้การใช้เงินหยวนในการค้าระหว่างประเทศยังไม่แพร่หลายเร็วเท่าที่ควร
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ก็อาจยังไม่ใช่เวลาเร่งด่วนที่ผู้ประกอบการจะรีบหันเข้าหาเงินหยวนแทนเงินเหรียญสหรัฐเช่นกัน
เพราะแม้ว่าจะลดความยุ่งยากและต้นทุนจากการแปลงค่าเงิน 3 ทาง รวมถึงต้นทุนจากการประกันความเสี่ยง แต่ในปี 2014 นี้ มีแนวโน้มที่เงินหยวนจะผันผวนและเดาทิศทางได้ยากกว่าเงินเหรียญสหรัฐ
เป็นที่ชัดเจนว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและการลดวงเงินคิวอีอย่างต่อเนื่องนั้น จะทำให้เห็นทิศทางเงินเหรียญสหรัฐทยอยแข็งค่าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีนี้ไป เช่นเดียวกับเงินบาทไทยที่อยู่ในทิศทางอ่อนค่า ซึ่งยังเป็นผลมาจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศด้วย ในทางตรงกันข้าม เงินหยวนของจีนกลับเป็นที่คาดเดาได้ยากขึ้นภายหลังจีนประกาศขยายกรอบของเงินหยวนให้เคลื่อนไหวขึ้นลงได้สูงสุดในระดับ 2% จากเดิมที่ระดับ 1%
ทั้งนี้ จีนได้ประกาศปฏิรูปภาคการเงิน โดยรับปากจะทำให้เงินหยวนทยอยแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดแรงกดดันจากนานาชาติที่โจมตีว่าเงินหยวนยังอ่อนค่าต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่มาก และล่าสุดยังได้ทยอยผ่อนคลายการควบคุมภาคการเงิน โดยอนุญาตให้แปลงเงินภายใต้บัญชีทุนได้ภายในเขตการค้าต่างประเทศเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นเสมือนพื้นที่นำร่องทดลองการเปิดเสรีการเงินในจีน
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติจริงนั้น จีนมักเข้าแทรกแซงทางอ้อมให้ค่าเงินอ่อนค่าลงอยู่บ่อยครั้ง เพื่อหนุนการค้าในภาวะที่เศรษฐกิจจีนซบเซาลง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ลุยจัดการปัญหาธนาคารเงา (Shadow Banking) และหนี้รัฐบาลท้องถิ่นพุ่งสูง ซึ่งทำให้หลายฝ่ายยังต้องจับตาดูทิศทางของจีนในปีนี้ก่อนว่า จะออกมาในทิศทางอย่างไร
ดังนั้น การใช้เงินหยวนเพื่อทำธุรกรรมโดยตรงระหว่างผู้ประกอบการในไทยและอาเซียน จึงอาจต้องรอเพียงเวลาก่อนเท่านั้น เพื่อให้จีนได้พิสูจน์การปฏิรูปภาคการเงินในประเทศเรียกความเชื่อมั่นจากเพื่อนบ้าน







