นักวิชาการเตือนดื่มแล้วขับดับคาถนน
นักวิชาการชี้ศพบนถนนสงกรานต์-ปีใหม่ ร้อยละ 70 เกิดจากดื่มก่อนตาย แอลกอฮอล์ในเลือดสูงเฉลี่ย 189 แอลกอฮอล์
นักวิชาการชี้ศพบนถนนสงกรานต์-ปีใหม่ ร้อยละ 70 เกิดจากดื่มก่อนตาย แอลกอฮอล์ในเลือดสูงเฉลี่ย 189 แอลกอฮอล์
วันนี้ (7เม.ย.) น.ส.โศภิต นาสืบ นักวิชาการสำนักวิจัยนโยบายสร้างเสริมสุขภาพ (สวน.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเป็นที่ 4 ของโลก เพราะมีผู้เสียชีวิตปีละ 26,312 คน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีประชากรใกล้เคียงกับไทยอย่างสหราชอาณาจักร พบว่า ประชาชนของเขาตายบนถนนทั้งปีรวมกัน ยังน้อยกว่าคนไทยตายกันในเวลา 24 วัน และเป็นที่รู้กันว่าเทศกาลวันหยุดยาวก็คือเวลาแห่งการฆาตกรรมหมู่ของคนไทย ที่มีการดื่มสุรา เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของความสูญเสีย
น.ส.โศภิต ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า จากการศึกษาปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรของสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ปี 2556 ที่ผ่านมานั้น ร้อยละ 70.9 ตรวจพบปริมาณแอกอฮอล์ในเลือด โดยร้อยละ 60.1 มีระดับแอลกอฮอล์เกินระดับที่กฎหมายกำหนดหรือเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ โดยกลุ่มที่มีแอลกอฮอล์นี้มีค่าเฉลี่ยระดับแอลกอฮอล์ในเลือดขณะเสียชีวิตสูงถึง 189 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือสูงเกือบสี่เท่าของที่กฎหมายกำหนด และพบว่าสัดส่วนผู้เสียชีวิตที่ดื่มสุราก่อนและปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงใกล้เคียงกันไม่ว่าจะเป็น ผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร คนเดินถนน และลักษณะยานพาหนะ ทั้งรถจักรยาน จักรยานยนตร์ และรถยนต์ ที่น่าเป็นห่วงก็คือ เยาวชนที่อายุน้อยกว่า 20 ปีที่เสียชีวิต ร้อยละ 56 ก็ได้ดื่มสุราก่อนเสียชีวิตและมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเฉลี่ยถึง 139 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ตามกฎหมายกลุ่มนี้ยังไม่ควรหาซื้อสุรามาดื่มได้ นั้น
นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการ สวน. กล่าวว่า ความสูญเสียจากการดื่มแล้วขับนี้เป็นเรื่องที่ป้องกันได้ ไม่ใช่เรื่องเวรกรรม ที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามลงทุนไปไม่ใช่น้อย แต่ก็กลับไม่สามารถลดความสูญเสียลงต่อไปได้ ทั้งที่เป็นที่รู้กันว่า ดังนั้น รัฐบาลควรจริงจังมากกว่าการรณรงค์เป็นครั้งคราว โดยควรให้แต่ละจังหวัดตั้งเป้าหมายจำนวนการตรวจแอลกอฮอล์
อีกทั้งควรสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย เช่น อำนาจในการเรียกให้ตรวจ อำนาจในการยึดรถ ยึดใบอนุญาต การเรียกค่าปรับ และการนำคดีขึ้นสู่กระบวนการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการกับผู้ที่ไม่ยอมเป่า ให้ถือว่ามีความผิดอย่างรุนแรงและลงโทษหนักกว่ารายอื่นๆ และต้องให้มีการลงโทษที่รุนแรง แน่นอน และชัดเจน รวมถึงระบบการลงโทษผู้ขายสุราร่วมด้วย เช่น กรณีที่ขายให้เด็กแล้วลูกค้าไปเกิดอุบัติเหตุจราจร การกำหนดให้มีการตรวจระดับแอลกอฮอล์ในกรณีอุบัติเหตุทุกประเภท และลงโทษเพิ่มเติมหากพบว่า มีระดับแอลกอฮอล์เกินกำหนด







