posttoday
เครดิตทรุด ฉุดเศรษฐกิจแป้ก

เครดิตทรุด ฉุดเศรษฐกิจแป้ก

07 เมษายน 2557

เห็นทีจะรอดยากสำหรับการถูกลดเครดิตประเทศไทย จากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อไร้ทางออก

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

เห็นทีจะรอดยากสำหรับการถูกลดเครดิตประเทศไทย จากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อไร้ทางออก ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถมีรัฐบาลตัวจริงเข้ามาบริหารประเทศได้ ฉุดเศรษฐกิจไทยตกต่ำอย่างรวดเร็ว ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกจ้องมองไทยตาไม่กะพริบ

แม้ว่าต้นปีที่ผ่านมา สถาบันจัดอันดับของโลก ทั้งสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และฟิทช์ เรทติ้งส์ จะคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ระดับ BBB+ ที่เป็นระดับที่ยังน่าลงทุน และยังคงมุมมองมีเสถียรภาพ แต่สถาบันจัดอันดับทั้ง 3 แห่ง ก็ยังมองไว้เครดิตไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกลดจากปัญหาการเมือง

ล่าสุด บริษัท เจแปน เครดิต เรตติ้ง เอเจนซี่ (เจซีอาร์) ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเป็นลบ (Negative Outlook) แต่ยังคงยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศที่ระดับ A และอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทที่ระดับ A

เหตุผลที่ประเทศไทยถูกลดมุมมองเลวร้ายลง เป็นผลมาจากเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อลากยาวมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2556 ทำให้การบริโภคการลงทุนหดตัวรุนแรง จนทำให้อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่แท้จริงลดลงมาอยู่ที่ 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ภาพรวมจีดีพีปี 2556 ขยายตัวได้เพียง 2.9%

การที่บริษัทจัดอันดับเครดิตของญี่ปุ่นลดมุมมองต่อประเทศไทยลง สะท้อนความกังวลใจของนักลงทุนญี่ปุ่น และยืนยันแนวโน้มที่นักลงทุนญี่ปุ่นกำลังรอดูว่า หากปัญหาการเมืองลากยาวต่อไปจนถึงปลายปี ญี่ปุ่นอาจจะทบทวนการลงทุนในไทยและหันไปลงทุนในประเทศอื่นแทน

ผลของการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองได้ทำให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงบริษัทจัดอันดับเครดิตระดับโลก จะยังไม่ได้ปรับลดมุมมองและลดเรตติ้งประเทศไทย แต่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ยืนยันมาแล้วว่า สถาบันการเงินต่างชาติขึ้นดอกเบี้ยสำหรับบริษัทเอกชนไทยที่ไปขอกู้เงินต่างประเทศด้วยการออกตราสารการเงินต่างๆ แล้ว 0.2%

หากถูกลดอันดับเครดิต ก็อาจจะทำให้ต้นทุนการเงินของไทยเพิ่มสูงขึ้นกว่านี้อีก

สิ่งที่เกิดขึ้นจะผูกพันไปกับอัตราดอกเบี้ยในประเทศด้วย ความหวังที่จะให้ดอกเบี้ยลดลงเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ในขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู้ภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน การที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงจะไม่เป็นผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

แม้แต่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ก็ออกมายอมรับสภาพว่า ประเทศไทยกำลังเข้าใกล้ภาวะอันตรายทางเศรษฐกิจมากขึ้น เมื่อปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยลบสำคัญที่ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในอนาคตอันไม่ไกล

ขณะที่ สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ออกมาประมาณการเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 2.6% ต่อปี จากเดิม 4% ต่อปี แต่หากไม่ได้รัฐบาลใหม่ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ เศรษฐกิจก็จะขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ประมาณไว้ และจะส่งผลกระทบไปถึงเครดิตของไทยถูกลด ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มสูงจากทั้งการกู้เงินต่างประเทศและในประเทศ ทำให้การลงทุนชะลออยู่แล้วชะงักมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวหนักมากขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย

ความกังวลที่ไทยจะถูกลดเครดิตถือว่าไม่ได้เป็นการกังวลเกินกว่าเหตุ เพราะหากไปดูรายละเอียดรายงานการคงอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อ ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะลดเครดิตของไทยหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อและส่งผลกระทบวงกว้างกับเศรษฐกิจมากขึ้นในรายงานของฟิทซ์ เรทติ้งส์ ที่ออกล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2556 ระบุไว้ชัดเจนว่า การเมืองของไทยในระยะสั้นยังไม่มีความแน่นอน โดยความตรึงเครียดทางการเมืองที่ยืดเยื้อและเข้มข้นขึ้นอาจจะก่อให้เกิดการความเสี่ยงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจยาวขึ้นและบั่นทอนความเชื่อมั่นของตลาด ซึ่งที่สุดจ้ะเป็นแรงกดดันต่ออันดับความน่าเชื่อถือของไทย

ฟิทซ์ เรทติ้งส์ ยังระบุในรายงานว่า คาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2557 จะอยู่ที่ 2.5% ต่อปี และปี 2558 อยู่ที่ 3.7% ต่อปี เทียบกับปี 2556 ที่ขยายตัว 2.9% ต่อปี และอัตราเจริญเติบโตเฉลี่ย 5 ปี จะลดลงมาอยู่ที่ 3% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าค่ากลางของประเทศในกลุ่มประเทศความน่าเชื่อถือ BBB และ A ที่อยู่ที่ 3.2% ต่อปี และ 3.3% ต่อปี ตามลำดับ

จากรายงานของ ฟิทซ์ เรทติ้งส์ ตีความได้ไม่ยากว่า เมื่อดูจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย พบว่าตอนนี้เครดิตของไทยอยู่สูงกว่าความเป็นจริงแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งเครดิตของไทยควรถูกลดลงเพื่อให้สะท้อนกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริงในขณะนี้

ดังนั้น ฟิทซ์ เรทติ้งส์ จึงได้ตั้งประเด็นไว้ในรายงานว่า เครดิตของไทยจะถูกลดลงจะมาจากปัจจัย การขาดรัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหารงานอย่างแท้จริงจนก่อให้เกิดความอ่อนแอในการกำหนดกรอบนโยบาย ความไม่แน่นอนทางการเมืองบั่นทอนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงินในระยะกลาง รวมถึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของหนี้สาธารณะ รวมถึงภาระผูกพันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

บทสรุปของ ฟิทซ์ เรทติ้งส์ บอกได้ว่าเครดิตของประเทศยืนอยู่ปากเหว พร้อมทุกลดได้ทุกเมื่อ เพราะถึงวันนี้การเมืองยืดเยื้อถึงปลายปี การทำงบประมาณปี 2558 ไม่ทัน ก็เท่ากับไม่มีรัฐบาลที่แท้จริงในการกำหนดนโยบายบริหารประเทศนั่นเอง ส่วนหนี้สาธารณะก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการก่อหนี้เพิ่มขึ้น และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าเป้า ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีของประเทศก้าวกระโดด

แต่การประเมินของ ฟิทซ์ เรทติ้งส์ ก็จะเห็นว่า เครดิตประเทศไทยคงถูกลดในไม่ช้านับจากวันนี้

ขณะที่รายงานของ มูดี้ส์ ที่คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยเมื่อกลางเดือน ก.พ. 2557 ที่ผ่านมา ก็ระบุว่า 5 ปัจจัยที่เครดิตไทยจะถูกลด เริ่มตั้งแต่ (1.) เหตุการเมืองที่หาข้อสรุปไม่ได้และยืดเยื้อไปถึงครึ่งหลังของปี 2557 (2.) ความขัดแย้งทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นหรือมีการขยายตัวอย่างมากไม่ว่าในกรุงเทพฯ หรือนอกเขต (3.) การชุมนุมที่รุนแรงขึ้นและมุ่งเป้าหมายให้เกิดผลโดยตรงต่อสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจหรือก่อให้เกิดผลกระทบระยะยางต่อภาคการท่องเที่ยวและการผลิต (4.) การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนในการระดมทุนของรัฐบาลที่เป็นผลจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศหรือการขาดวินัยทางกาคลัง และ (5.) การถดถอยอย่างรุนแรงของดุลชำระเงินและการลดลงอย่างรวดเร็วของเงินทำทุนสำรองระหว่างประเทศ

เมื่อพิเคราะห์จาก 5 ปัจจัยความเสี่ยงของมูดี้ส์ ที่ไทยจะถูกลดเครดิต ก็จะเห็นว่า ไทยมีความเสี่ยงที่เห็นชัดแล้วใน 3 ข้อแรก ส่วนในข้อที่ 4 ก็เริ่มมีสัญญาณให้เห็นไม่ชัด ส่วนข้อ 5 ดูแลไทยยังไม่มีความ จึงเห็นว่าประเด็นที่เกี่ยวการเมืองของไทยก็มีความเสี่ยงสูงที่จะนำไปสู่การถูกลเครดิต

สุดท้ายรายงานของ เอสแอนด์พี ที่คงอันดีบเครดิตของไทย เมื่อต้นเดือน ม.ค. 2557 ระบุว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นจุดอ่อนหลักของความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในช่วง 23 ปี ที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งตั้งแต่ปี 2549 ทำให้การปฏิรูปโครงสร้างล่าช้าออกไปเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นข้อจำกัดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การประท้วงของผู้ชุมนุมกระทบกับภาคการท่องเที่ยวของไทย ดังนั้น เอสแอนด์พี อาจจะปรัลลดเครดิตของไทย ถ้าเสถียรภาพการเมืองของไทยถดถอยไปมากกว่าที่ช่วง 7 ปีนับตั้งแต่ปี 2549 ที่ เอสแอนด์พี เฝ้าสังเกตการณ์มาโดยตลอด

จากเงื่อนไขการปรับลดเครดิตของสถาบันจัดอันดับทุกแห่งที่มีทิศทางไปทางเดียว คือ ปมปัญหาทางการเมืองที่บั่นทอนเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจไทยหนีไม่พ้นถูกปรับลดเครดิต เริ่มต้นจากการปรับลดมุมมองเป็นลบ หลังจากนั้นก็จะเริ่มลดเครดิตของประเทศ หากนับเครดิตของไทยที่อยู่ระดับ BBB+ อยู่เหนือ 3 ชั้นจากตราสารขยะที่ไม่น่าลงทุน หรือจังก์บอนด์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องถูกลดถึงเป็นจังก์บอนด์ แค่ถูกปรับมุมมองเป็นลบ ก็เสถียรหนักทำให้ต้นทุนเงินกู้ของภาคเอกชนขยับ หากถูกลดเครดิตต้นทุนก็จะก้าวกระโดด ส่วนถ้าต้องตกไปอยู่เป็นจังก์บอนด์ ถึงตอนนั้นตลาดกู้เงินต่างประเทศของไทยก็คงอยู่ในภาวะตายสนิท ไม่ใครกล้าปล่อยกู้ ถึงมีคนปล่อยกู้ก็คงไม่มีหนักลงทุนรายไหนกล้าจ่ายดอกเบี้ยที่คงเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว

ดังนั้น เครดิตของประเทศจึงไม่ต่างอะไรกับฟางเส้นสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย หากรักษาไว้ได้ก็ยังมีหวังที่เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นได้ในไม่ช้า แต่หากรักษาไม่ได้ เห็นทีเศรษฐกิจวิกฤตหนักกว่าที่หลายคนประเมินไว้

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์