
ตลาดเกิดใหม่ผวาศก.จีนซบ สกัดทางโต
ต้องยอมรับว่า มหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งเอเชียและประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลกอย่างจีน ดูจะเริ่มต้นปี 2014
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ต้องยอมรับว่า มหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งเอเชียและประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลกอย่างจีน ดูจะเริ่มต้นปี 2014 ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ค่อยจะสวยงามสักเท่าไรนัก ยืนยันได้จากตัวเลขข้อมูลทางเศรษฐกิจที่เปิดเผยออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
แถมที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าก็คือ การที่เศรษฐกิจของพญามังกรยังมีแนวโน้มการเติบโตชะลอตัวต่อไปอีก ถึงขั้นที่อาจทำให้จีนพลาดเป้าหมายการเติบโตตลอดทั้งปีในปีนี้ที่รัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ตั้งไว้ที่ 7.5%
ทั้งนี้ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) มาตรวัดกิจการภาคการผลิตที่สะท้อนภาวะเติบโตของประเทศในเดือน มี.ค. เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 50.3 จุด จาก 50.2 จุด ในเดือน ก.พ. ขณะที่ดัชนีพีเอ็มไอของธนาคารเอชเอสบีซีในเดือนเดียวกันลดลงจาก 48.5 จุด มาอยู่ที่ 48 จุด ซึ่งนับเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยตัวเลขที่อยู่ต่ำกว่า 50 สื่อถึงการหดตัว
ยังไม่นับรวมกรณีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เศรษฐกิจจีนสะดุดล้มไม่เป็นท่าอย่างปัญหาหนี้รัฐบาลท้องถิ่นและหนี้ภาคเอกชน ยิ่งเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมามีข่าวบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรก ก็ยิ่งเสริมให้สถานการณ์เศรษฐกิจจีนมีเหตุให้น่ากังวลมากยิ่งขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม สำหรับมุมมองของนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักกลับเห็นตรงว่า ประเด็นที่สมควรจะวิตกมากกว่าความเป็นไปในจีนก็คือ สถานการณ์เศรษฐกิจของบรรดากลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งหลาย ที่จะได้รับผลกระทบจากการซบเซาของเศรษฐกิจจีนไปเต็มๆ
รายงานคาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจโลก (เวิลด์ อีโคโนมิก เอาต์ลุค) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ระบุชัดว่า แม้การชะลอตัวทางเศรษฐกิจจีนจะมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย โดยหนึ่งในนั้นก็คือ ความต้องการของจีนเองเพื่อให้การขยายตัวเติบโตเป็นไปอย่างยั่งยืนและมั่นคง กระนั้น การชะลอตัวดังกล่าวน่าจะทำให้บรรดาประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่เจ็บตัวตามไปด้วย
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การที่จีนโตช้าลงจะกลายเป็นภาระหนักที่ส่งผลทำให้การเติบโตของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งหลายลดลงตามไปด้วย ซ้ำเติมสถานการณ์ของกลุ่มประเทศเหล่านี้ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงกับการเข้าถึงเงินทุนได้ยากมากขึ้นกว่าเดิม หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เดินหน้าลดปริมาณการซื้อคืนพันธบัตรรัฐรายเดือน ซึ่งจะนำไปสู่การยุติการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในอนาคต
“ตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์แวดล้อมด้านการเติบโตที่ยุ่งยากซับซ้อนมากกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตทางการเงิน” รายงานจากไอเอ็มเอฟ ระบุ
ขณะที่ รูเชียร์ ชาร์มา หัวหน้าด้านตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่จากมอร์แกน สแตนเลย์ อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ แสดงความเห็นผ่านหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ไว้อย่างสั้นกระชับและได้ใจความว่า จีนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการเติบโตของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
สำหรับเหตุผลหลักที่ทำให้เศรษฐกิจจีนมีความสำคัญและผูกพันกับบรรดานานาประเทศในกลุ่มตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ (อีเมิร์จจิง มาร์เก็ต) อย่าง บราซิล อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ ตุรกี อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย เป็นอันมาก เป็นเพราะ 1) จีนคือประเทศผู้นำเข้าวัตถุดิบและสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ของโลก ขณะเดียวกัน ด้วยจำนวนประชากรมหาศาล จีนจึงเป็นตลาดส่งออกสินค้าที่มีขนาดใหญ่สำหรับหลายๆ ประเทศ และ 2) หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนมีนโยบายมุ่งเน้นและสนับสนุนการไปลงทุนในต่างบ้านต่างเมือง ทำให้บทบาทของจีนในหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เป็นนักลงทุนหรือผู้ร่วมลงทุนรายใหญ่ของโครงการเมกะโปรเจกต์ ตลอดจนของบริษัทองค์กรหลายแห่ง
จากการจัดอันดับขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ประเทศจีนคือผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้นำเข้าสินค้ามากเป็นอันดับสองของโลก ยกเว้นสินค้าน้ำมันที่การนำเข้าของจีนแซงหน้าสหรัฐในปี 2013 โดยมูลค่าการนำเข้าส่งออกทั้งหมดของจีนปีที่แล้วอยู่ที่ 4.16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 7.6% และการนำเข้าส่งออกสินค้าของจีนคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของการค้าทั้งหมด
ดังนั้น จีนจึงเป็นประเทศคู่ค้าที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญ แถมนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งลงความเห็นตรงกันว่า การที่ประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่เติบโตได้ดีจนกลายเป็นดาวรุ่งของนักลงทุนทั่วโลก ส่วนหนึ่งก็เพราะได้อานิสงส์จากการทำการค้ากับจีน
ชาร์มา แห่งมอร์แกน สแตนเลย์ ระบุว่า เมื่อครั้งที่การเติบโตของจีนเฉลี่ยอยู่ที่ 9% จีนกระหายในการบริโภคสินค้าในปริมาณมหาศาล
ไล่เรียงตั้งแต่ทรัพยากรธรรมชาติอย่างถ่านหิน น้ำมัน ทองแดง สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อนำไปทำสินค้าส่งออกต่ออีกทอดหนึ่ง ไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า อาหาร และนมผง ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะออสเตรเลียและอินโดนีเซีย จนแทบจะเรียกได้ว่าก้าวกระโดด
ทว่า จากการสำรวจของชาร์มา พบว่าหลังจากที่เศรษฐกิจของจีนเริ่มชะลอตัว ตัวเลขการเติบโตของประเทศที่จีนนำเข้าวัตถุดิบหลักก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนัก รวมถึงไอเอ็มเอฟยังประเมินได้ว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การเติบโตของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ นับตั้งแต่ปี 2012 มีตัวเลขการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 0.25% เท่านั้น เมื่อเทียบกับการเติบโตของกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ลดลงเฉลี่ย 2% ต่อปี ในช่วงเวลาเดียวกัน
ขณะที่ในส่วนของการออกไปลงทุนยังต่างแดนนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจจีนที่ผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว ได้กลายเป็นโอกาสให้จีนปรับสถานะบทบาทในจากผู้ผลิตและผู้ส่งออกเป็นนักลงทุนรายใหญ่ของโลกเรียบร้อยแล้ว
ข้อมูลจากสถาบันธุรกิจแห่งชาติสหรัฐ (เออีไอ) และมูลนิธิเฮอร์ริเทจ พบว่าการลงทุนในต่างประเทศของจีนในปี 2013 พุ่งสูงถึง 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2005 ซึ่งมีมูลค่าเพียงแค่ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
ทั้งนี้ แม้จุดหมายปลายทางลงทุนอันดับหนึ่งของจีนคือสหรัฐ แต่ด้วยเป้าหมายปฏิรูปเศรษฐกิจของประธานาธิบดีจีน สีจิ้นผิง ทำให้รัฐสนับสนุนหน่วยงานและองค์กรเอกชนในการหาแหล่งลงทุนแห่งใหม่มากขึ้น ซึ่งหนึ่งในแหล่งที่ได้รับความนิยมย่อมหนีไม่พ้นตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น ภูมิภาคแอฟริกาใต้ หรือภูมิภาคเอเชีย
ยกตัวอย่างการลงทุนหรือร่วมลงทุนของจีนที่มีในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น การทุ่มลงทุนของจีนด้านน้ำมันในบราซิล ด้านทรัพยากรธรรมชาติในแอฟริกาใต้ และด้านเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงในตุรกี
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแน่นอน หากการเติบโตที่ชะลอตัวลงของจีน จะส่งผลต่อโครงการการลงทุนเหล่านี้ ถึงผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งจะแสดงความเห็นว่า ผลกระทบอาจไม่มากมายนัก แต่ก็น่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่เช่นกันออกอาการชะงักหรือสะดุดได้เช่นกัน
ทั้งนี้ เมื่อสถานการณ์จากฝั่งตะวันตกอย่างสหรัฐก็ไม่อาจหวังพึ่งได้มากนัก ขณะที่ยักษ์ใหญ่จากตะวันออกก็ไม่สามารถยื่นมือช่วยเหลือได้เต็มที่ ทางเดินของบรรดาประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ต่อจากนี้ย่อมมีแต่ต้องเดินหน้าพึ่งพากำลังของตนเองให้มากที่สุดเท่านั้น







