
พลังงานคู่ชุมชน (ตอนจบ)
สัปดาห์ก่อนกล่าวถึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านพลังงานที่อยู่ในพื้นที่ใกล้แหล่งชุมชน
สัปดาห์ก่อนกล่าวถึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านพลังงานที่อยู่ในพื้นที่ใกล้แหล่งชุมชนจะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนก่อนที่จะเริ่มพัฒนาโครงการเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบในระยะยาว
สำหรับโครงการตัวอย่างที่ขอนำมาเป็นกรณีศึกษาในครั้งนี้คือ โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนขนอมของบริษัท ผลิตไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งได้รับรางวัลยอดเยี่ยม EIA Monitoring Awards ปี 2551 ประเภทพลังงาน
ทั้งนี้ เป็นโครงการที่นำกระบวนการทำ EIA ไปวางมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยมีชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมสร้างความมั่นใจให้กับชาวบ้าน ขณะเดียวกันยังรวมไปถึงโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ ในภาคใต้ที่สร้างขึ้น เพื่อรองรับการใช้พลังงานของประเทศ เช่น โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม ท่าเทียบเรือขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับโรงไฟฟ้ากระบี่โครงการท่าเทียบเรือขนถ่ายน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลว คลังปิโตรเลียมสุราษฎร์ธานี เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีโครงการท่าเรือและศูนย์สนับสนุนการปฏิบัติงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย หรือชอร์เบส ที่ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต เป็นอีกหนึ่งในโครงการแรกๆ ที่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานศึกษาประเมินผลกระทบทั้งต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชนที่เรียกว่า “EHIA”
ตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปี ที่จัดทำแผนฯ เชฟรอนได้ใช้วิธีพบปะพูดคุยกับชาวบ้านและผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ใกล้เคียงโครงการครอบคลุมทุกสาขาอาชีพไม่ต่ำกว่า 2,474 ครั้ง มีประชาชนเข้าร่วมกว่า 74,209 คน ทั้งในพื้นที่รัศมี 5 กม. ตามที่กฎหมายกำหนดและพื้นที่นอกเขต 5 กม. จนทำให้ชุมชนยอมรับและรายงานดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2555
ทั้งนี้ แม้ EHIA จะผ่านความเห็นชอบแต่บริษัทได้มาดูปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะในแง่ของการลงทุนที่เวลาผ่านไปก็เพิ่มขึ้นและจะต้องใช้เวลาก่อสร้างอีกหลายปี จึงเห็นว่าไม่คุ้มค่าในการลงทุน โดยได้ประกาศยุติโครงการนี้อย่างเป็นทางการในวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา แม้ว่าโครงการชอร์เบสจะยุติแล้วแต่ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการเปิดดำเนินงานของศูนย์บินของเชฟรอนในจังหวัดกว่า 3 ปี เพื่อขนส่งพนักงานไปยังฐานปฏิบัติการนอกฝั่งในอ่าวไทยกลายเป็นความผูกพันที่มากขึ้นระหว่างชุมชนกับองค์กรรวมถึงเม็ดเงินจำนวนมากที่ยังคงหมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจของจังหวัด ซึ่งผู้ประกอบการโรงแรมที่อยู่อาศัยการคมนาคมธุรกิจและร้านค้าต่างๆ
อย่างไรก็ตาม EIA และ EHIA นับเป็นกระบวนการมีส่วนสำคัญต่อการเกิดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพราะการลงทุนเหล่านี้จำนวนมากเป็นการลงทุนว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ การทำให้ EIA และ EHIA เกิดการยอมรับจึงจะต้องมาจากทุกภาคส่วนที่จะต้องเอาข้อเท็จจริงมาพูดกันและทำกันแบบสร้างสรรค์มองผลกระทบและปัญหาให้ครบทุกมิติยึดประโยชน์ประเทศชาติเป็นที่ตั้ง
ขณะเดียวกันไม่ควรให้การลงทุนจบอยู่ที่การผ่านความเห็นชอบจาก สผ. แต่เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะต้องติดตามผลกระทบ หรือ Monitor ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อก่อสร้างเสร็จก็จบ จึงทำให้ปัญหาตามมาและหากประชาชนไม่เชื่อมั่นใน EIA และ EHIA การต่อต้านก็จะมีมากขึ้น โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่หลากมิติ จึงน่าเป็นห่วงว่าโครงการลงทุนที่ดีๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้ในอนาคต







