posttoday
เงื่อนไขสุดโต่ง...ไม่เจอทางออก

เงื่อนไขสุดโต่ง...ไม่เจอทางออก

06 เมษายน 2557

ข้อเสนอนายกรัฐมนตรีคนกลาง นพ.ประดิษฐ เห็นว่าเป็นการยึดหลักถูกใจอย่างสุดโต่ง ซึ่งแก้ปัญหาไม่ได้

ทางออกจากวิกฤตความขัดแย้งครั้งประวัติศาสตร์ในมุมมองของ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข นั่นคือกระบวนการยุติธรรมที่จะเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์

“ผมไม่เห็นด้วยกับการไล่รัฐบาลด้วยวิธีนี้ มันไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ถามว่าถ้ารัฐบาลชุดใดทำไม่ถูกใจก็จะออกมาไล่กันด้วยวิธีนี้ตลอดไปหรือเปล่า และผมก็ไม่เชื่อว่าถ้าเราปฏิรูปเสร็จแล้วทุกอย่างมันจะจบ เพราะถ้าปฏิรูปออกมาแล้วถูกใจข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งก็ออกมาไล่ใหม่ วิธีการนี้ผมไม่เห็นด้วย

“ผมคิดว่ากระบวนการยุติธรรมคือหัวใจสำคัญ คำว่ายุติธรรมนั่นหมายความว่าใช้ธรรมะทำให้ได้ข้อยุติ คือตัดสินออกมาแล้วมันต้องทำให้เรื่องยุติต้องทำให้คนยอมรับ กล่าวคือต้องยุติได้โดยธรรมถ้าเรื่องมันยังไม่ยุติก็แปลว่ายังไม่ยุติธรรม”

ข้อเสนอนายกรัฐมนตรีคนกลาง นพ.ประดิษฐ เห็นว่าเป็นการยึดหลักถูกใจอย่างสุดโต่ง ซึ่งแก้ปัญหาไม่ได้ เช่น ตั้งกติกาว่าคนกลางต้องห้ามเป็นนักการเมืองเด็ดขาด ขณะที่อีกฝ่ายเป็นนักการเมือง เท่ากับเป็นการยื่นเงื่อนไขประหารอีกฝ่าย ซึ่งไม่มีใครยอมรับได้ อย่างน้อยควรยื่นเงื่อนไขที่ยอมรับกันได้ทั้งสองฝ่าย หรืออย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่ง

“ถ้าถามผม ผมก็ให้กลับมาเลือกตั้งเพื่อตั้งรัฐบาล เรื่องการเสียสละก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าหากเขายอมเสียสละจริง ถามว่าจะมีอะไรมาการันตีในสิ่งที่เขาเสียสละว่าจะได้รับการดูแลที่ถูกต้องตามระบบ เมื่อมันไม่มีอะไรเลย นักการเมืองที่เล่นการเมืองบางคนก็ต้องป้องกันตัวเองมันเหมือนไปตั้งโจทย์มาก่อน มีคำพิพากษามาก่อนว่าต้องติดคุก ถามว่าแล้วอีกฝั่งจะสู้ต่อได้อย่างไร”

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง นพ.ประดิษฐ กับนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามความเข้าใจของสังคมคือ แนบแน่นสายตรง แต่เจ้าตัวไม่ยอมรับ แต่ถ้าหมายถึงความ “ไว้วางใจ” ในการทำงาน นั่นพอรับได้ “ในที่ประชุม ครม. ท่านนายกฯ จะถามเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข ไม่มีเรื่องอื่น ท่านไว้ใจผมเต็มที่ในเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพ เรียกผมเฉพาะเวลาที่จำเป็นเท่านั้น ไม่มีการติดสอยห้อยตามท่านไปที่โน่นที่นั่น คำว่าคนใกล้ชิดนายกฯ เป็นเพียงการตีความกันไปเอง

“เว้นแต่เรื่องกินที่ท่านก็ชอบ ผมก็ชอบ กินกันสนุก ช็อกโกแลต ส้ม หรือเวลากินสตรอเบอร์รีกับผมเรานั่งซัดกัน โอ้โห...บางทีคือนั่งก้มหน้าก้มตากินกัน ไม่คุยกันเลย กินกันจนเสร็จก่อนค่อยคุยกัน นี่บรรยากาศจริงๆ บางคนถามว่า ท่านรัฐมนตรีคุยอะไรกับท่านนายกฯ ตั้งครึ่งชั่วโมง คุยจริงๆ แค่ 5 นาที ที่เหลือนั่งมองหน้าประลองกำลังกันกิน หรือบางครั้งท่านก็จะมาบอกผม ท่านรัฐมนตรีมานี่หน่อย แถวไหนมีร้านขนมอะไรอร่อยๆ กินบ้าง”

คุณหมอประดิษฐ ยืนยันว่า นอกจากการซื้อขนมแบ่งกันกินแล้ว ไม่เคยมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนอื่นใดกับนายกรัฐมนตรี และโดยส่วนตัวนับถือความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีมาก “ตอนแรกผมไม่กล้าทำงานนอกเหนือบทบาทของกระทรวงสาธารณสุข ท่านก็เรียกผมไปดุนะ บอกว่าดิฉันให้ท่านมาดูแลระบบสุขภาพ ไม่ใช่ให้มาเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขนะคะ คือตอนนั้นผมมองว่าบางเรื่องกระทรวงศึกษาฯ ก็ดูอยู่ บางเรื่องก็เกี่ยวกับโรงเรียนแพทย์ เกี่ยวกับกองทัพ

“ท่านนายกฯ บอกว่า พี่หมอ พี่อยู่ในระบบนี้จนเคยชินไปแล้วเหรอ อะไรก็ตั้งการ์ดว่าจะดูแต่ในขอบเขตของตัวเอง จะดูแต่หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดิฉันต้องการให้ดูแลปัญหาของระบบสาธารณสุขทั้งประเทศ ผมเลยกลับไปทำว่าจะปรับปรุงระบบอย่างไร ในวันนั้นผมประทับใจในความเป็นผู้นำของท่านมาก โดยเฉพาะที่ท่านถามว่า ทำไมคุณหมอถึงคิดอะไรแค่ สธ.”

อย่างไรก็ดี หากว่ากันตามตรงการทำงานของ นพ.ประดิษฐ ช่วง 1 ปีในตำแหน่ง ทำได้แค่ขึ้นโครง แต่ไม่อาจลงรายละเอียดได้ หากตีความตามสิ่งที่ นพ.ประดิษฐ อธิบาย... “ระบบราชการ” คือ อุปสรรคสำคัญในการผลักดันนโยบาย

“ธรรมชาติของข้าราชการไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงอะไรเร็ว ต้องค่อยๆ เขาต้องดูก่อนว่ารัฐมนตรีที่เข้ามามีความแน่นอนหรือไม่ ไม่ใช่มา 3 เดือน 6 เดือน แล้วก็ไป คนใหม่มาก็ต้องเปลี่ยนอีก ทีนี้ผมใจร้อน พอทำอะไรที่ค่อนข้างเร็ว ข้าราชการก็จะรู้สึกว่าจะมาทำอะไรกับพวกเขา

“อย่างปัญหาท้องไม่พร้อมปีละแสนกว่าคน ปัญหาเด็กจมน้ำ มันก็มีมาอย่างนี้ เขาก็บอกว่ามันก็มีมาตลอด ท่านจะให้มาเร่งแก้ให้รวดเร็วได้อย่างไร ก็ต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ มันคนละสไตล์กัน ตอนแรกๆ ผมก็หงุดหงิดก็โกรธนะ แต่พอ 1 ปีที่ผ่านมาก็ได้เรียนรู้ว่า อ๋อ เขาก็อยู่กันมาอย่างนี้ วัฒนธรรมเขาเป็นกันอย่างนี้ มันไม่ใช่เขาผิด จะว่าเขาไม่แยแสก็ไม่ถูกนัก คือมันอยู่จนชินกับปัญหา”

“คือผมจะเอาวัฒนธรรมของภาคเอกชนมาใช้ในระบบราชการไม่ได้ พอความคิดมันไม่เหมือนกันกว่าจะปรับมันก็ยาก ตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้เราใช้ค่ายาปีละ 3-4 หมื่นล้านบาท แต่ถ้าเราซื้อยาในประเทศมันจะถูกลงมาก แต่พอความคิดนี้ออกไป มันเละเลย ก็มีคนไปบอกข้าราชการว่าคุณจะได้ยาไม่ดี ใช้ยาชั้นสอง คือถ้าจะทำแบบนี้จริง ผมอาจต้องใช้เวลา 2 ปี คือทำความเข้าใจ ทำสื่อสร้างกระแส มันต้องอดทน จะมัวเสียดายเงินไม่ได้ ซึ่งแตกต่างกับภาคเอกชนที่เวลาผ่านไปมันรู้สึกเสียดาย ทำไมเราต้องมาค่อยๆ อธิบาย

“ข้าราชการจะมองว่าเวลาที่เสียไปไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เอาความปลอดภัยเป็นหลัก ข้าราชการเขาไม่อยากมีเรื่อง ซึ่งต่างกับวัฒนธรรมจากภาคเอกชนอย่างผม เอกชนนี่เขาปรับตัวกันเป็นรายวัน เวลาเจอวิกฤตก็ประชุมกัน ปรับตัวเดือนเดียวจบ ส่วนข้าราชการนี่ต้องตั้งกรรมการปีหนึ่งก็ยังไม่เสร็จ

“แต่อย่างน้อยผมก็เริ่มทำให้เขามองในหลายๆ มิติในทุกๆ เรื่องได้ ก็พยายามจะปรับ แต่ยังได้ไม่เยอะ คือพยายามทำให้ราชการไม่ต้องพึ่งพาเงินจากงบประมาณเพียงอย่างเดียว เช่น ซื้อเครื่องจักรมา 1 ตัว ราคาแพง ในระบบราชการใช้งานแค่ 8 ชั่วโมง แต่เอกชนจะทำถึง 16 ชั่วโมง ยิ่งทำมากรายได้ก็มาก ค่ารักษาพยาบาลก็ถูกลง ประชาชนก็เข้าถึงบริการมากขึ้น

“คุณซื้อเครื่องซีทีสแกนมาตั้ง 70-80 ล้าน ผมก็ถามว่าทำไมหลัง 16.00 น. คุณไม่เปิดต่อล่ะ ถ้าไม่เปิดก็ปล่อยให้เขาเช่าสิ คำตอบที่ได้ก็คือมันติดระเบียบ ไปมองว่าระเบียบมันกลายเป็นเรื่องที่ห้ามทำเสียหมด ทำไมไม่ทำแล้วก็ไปดูระเบียบไปจัดการให้มันถูกต้องสิ คุณไม่ได้มาทำมาหากินอะไรนี่ เงินที่ได้ก็เข้าโรงพยาบาล มันเป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่หรือ”

1 ปีที่ผ่านมา ทำให้ นพ.ประดิษฐ เรียนรู้ว่าจะรีบไม่ได้ใจร้อนไม่ได้ ต้องใจเย็นๆ ต้องค่อยๆ คุย

คุณหมอทิ้งท้ายว่า เหตุผลที่มาช่วยงานรัฐบาลในฐานะรัฐมนตรี ตั้งใจจะนำวิชาความรู้มาพัฒนาวงการสาธารณสุขให้ก้าวหน้า แม้ต้องยุติบทบาทก็ยังหวังให้การพัฒนาสุขภาพของคนไทยได้รับการดูแลอย่างดีและเท่าเทียม

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์