
อย่าละเลยปัญหาใต้
โจทย์ใหญ่หนึ่งในการแก้ปัญหาความรุนแรงจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ หยุดการฆ่าคนไทยพุทธ
โจทย์ใหญ่หนึ่งในการแก้ปัญหาความรุนแรงจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ หยุดการฆ่าคนไทยพุทธ ที่คนร้ายหวังสร้างความหมายเชิงสัญญะในการแบ่งแยกดินแดนและสร้างความเกลียดชังให้แผ่ขยายไปทั่วพื้นที่จังหวัดชายแดน
เหยื่อของสถานการณ์ที่เป็นไทยพุทธถูกฆ่าตายมากกว่าชาวไทยมุสลิม ส่งผลให้ชาวพุทธอพยพออกนอกพื้นที่ชายแดนแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการฆ่าตัดคออย่างเหี้ยมโหดได้เกิดขึ้นมาเป็นระยะตามช่วงจังหวะและโอกาส เรื่อยมานับแต่เกิดเหตุปล้นปืนที่ จ.นราธิวาส ตั้งแต่ต้นปี 2547 เป็นต้นมา
ล่าสุดเมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา คนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงชาวไทยพุทธ ที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เสียชีวิต 3 ราย ในจำนวนนี้ ผู้หญิง วัย 42 ปี ถูกตัดคอทิ้งประจานอยู่ในบริเวณจุดเกิดเหตุด้วย
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ยังเป็นปัญหาเรื้อรังที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่ว่ารัฐบาลคณะไหนเข้ามารับผิดชอบก็ยังไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ให้ลดดีกรีลงได้
โจทย์ใหญ่ในความรุนแรงมาจากการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดและขาดความต่อเนื่อง ขาดผู้นำหน่วยงานรัฐที่มั่นคงเด็ดเดี่ยวและจริงจังในการแก้ปัญหา
จึงเห็นได้ว่าเมื่อใดที่รัฐอ่อนแอ จะเปิดช่องให้คนร้ายลงมือก่อเหตุถี่ขึ้นและยกระดับความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ เฉพาะเดือน มี.ค.ที่ผ่านมามีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นใน 4 จังหวัด ทั้งหมด 53 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 40 ราย และได้รับบาดเจ็บ 42 ราย
ดังนั้น ในช่วงสุญญากาศทางการเมืองที่จะไม่มีรัฐบาลไปอีกระยะหนึ่ง ส่วนราชการที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ตั้งแต่ทหาร ตำรวจ และพลเรือน จะต้องร่วมมือกันและไม่เกียร์ว่างจนเอื้อให้ผู้ก่อความไม่สงบฉวยโอกาสสังหารเจ้าหน้าที่และผู้บริสุทธิ์ไปเรื่อยๆ
นอกจากนี้แล้วการแต่งตั้งแม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ เป็น พล.ท.วลิต โรจนภักดี ที่โดดข้ามมาจากเก้าอี้แม่ทัพน้อยที่ 1 จะต้องลดคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เคยทำงานในพื้นที่มาก่อนด้วยการแสดงฝีไม้ลายมือให้เป็นที่ประจักษ์โดยเร็ว และนำหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ ร่วมกัน แก้ปัญหาตามยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้
อย่าให้คำครหาต่างๆ นานา จนเกิดความเสื่อมเสียว่าตำแหน่งที่ได้มาเป็นเพียงการรักษาคำมั่นสัญญาจากผู้บังคับบัญชาเท่านั้น ด้วยเก้าอี้ผู้อำนวยการ กอ.รมน. ส่วนหน้า ภาค 4 ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่สุดในการ ดับไฟใต้ เนื่องจากเป็นขุนพลหลักในการนำนโยบายรัฐไปสู่การปฏิบัติให้ถูกทิศถูกทาง
หากแม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ได้ตระหนักและเห็นความสำคัญในบทบาทที่ได้รับ เชื่อแน่ว่าข้อจำกัดต่างๆ ที่มีอยู่จะลดลง และพอจะมีโอกาสแก้โจทย์ใหญ่ใน ดินแดนแห่งนี้ให้มีความหวังขึ้นบ้าง







