posttoday
ชี้ถอดถอนนิคม-สมศักดิ์ตัวชี้วัดการทำงานสว.ชุดใหม่

ชี้ถอดถอนนิคม-สมศักดิ์ตัวชี้วัดการทำงานสว.ชุดใหม่

03 เมษายน 2557

เสวนา “ปอกเปลือกสภาสูง” ย้ำสว.ชุดใหม่เป็นตัวแทน 2 ขั้วอำนาจ “สมชาย” เชื่อมาตรา 7 ผ่าวิกฤตการเมืองไทยได้

เสวนา “ปอกเปลือกสภาสูง” ย้ำสว.ชุดใหม่เป็นตัวแทน 2 ขั้วอำนาจ “สมชาย” เชื่อมาตรา 7 ผ่าวิกฤตการเมืองไทยได้

วันที่ 3 เม.ย. ที่ศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย และมูลนิธิตาสว่าง จัดเสวนาเรื่อง “ปอกเปลือกสภาสูง:เกมอำนาจ การตรวจสอบและผลประโยชน์” โดยมีสมาชิกวุฒิสภาเข้าร่วมเสวนา

นายอรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า จากการศึกษา พบว่าการเลือกตั้งสว.ครั้งนี้ มีจำนวนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อย และมีบัตรเสียมากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งจะสะท้อนปัญหาเรื่องความชอบธรรมของการเป็นผู้แทน เนื่องจากการเลือกตั้งสส.ใน 77 จังหวัด ไม่มีจังหวัดใดเลย ที่ว่าที่สว. ได้รับคะแนนเสียงเกิน 31% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด โดยจังหวัดที่ได้รับมากที่สุดอยู่ที่ จ.อุดรธานี ซึ่งได้ 30.15% จ.ปราจีนบุรีได้ 28.39% และ จ.สระแก้วได้ 26.36% ส่วน จ.นนทบุรี ผู้ที่ได้รับเลือกได้รับคะแนนเสียง 6.37% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมดเท่านั้น

“การศึกษายังพบอีกว่า ว่าที่ สว.เลือกตั้งครั้งนี้ มี 18 คน ที่มาจากครอบครัวการเมือง ซึ่งมากกว่าสว.ชุดปี 2551 ซึ่งมีเครือญาติ 12 คน หรือคิดเป็น 15.79% อย่างไรก็ตาม มากกว่าปี 2549 ที่เป็นเครือญาติสส.มากกว่า 80 คน หรือ 40% ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 จึงตั้งข้อสังเกตได้ว่า สว.ชุดนี้เป็นเหมือน “สภาปรีโอลิมปิค” ที่การต่อสู้ของขั้วอำนาจที่ไม่อาจทำได้ในสภาผู้แทนชุดใหญ่ จึงลงมาเป็นสมรภูมิของ 2 ขั้วอำนาจในการเป็นตัวแทนของประชาชน ซึ่งขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้สว.เป็นกลาง เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและกลั่นกรองกฎหมาย รวมถึงเป็นผู้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” นายอรรถสิทธิ์กล่าว

นายสมชาย แสวงการ สว.สรรหา กลุ่ม 40 สว. กล่าวว่า เห็นด้วยกับที่หลายคนวิเคราะห์ว่าสว.เลือกตั้งที่กำลังเข้ามาใหม่นั้น เกิน 40 คนมาจากฝ่ายการเมืองฟากรัฐบาล อย่างไรก็ตาม อีก 21 คนที่หลายคนบอกว่าอิสระนั้น โดยส่วนตัวเห็นว่ามีแนวโน้มเข้าข้างรัฐบาลมากกว่า จึงทำให้โอกาสในการถอดถอนนั้นน้อยมาก ซึ่งสาเหตุที่เกิดสภาพแบบนี้ขึ้น เนื่องจากการเลือกตั้งสว.มีเวลาเตรียมตัวน้อย การหาเสียงทำได้ไม่ทั่วถึง ทำให้ประชาชนหันไปเลือกคนที่มีฐานคะแนนเสียงเดิมอยู่แล้ว  ทั้งนี้ หากจะแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นสว. ก็ควรแก้ให้การลงมติถอดถอน เป็นการกระทำโดยเปิดเผย จากเดิมที่เคยลงคะแนนลับ เพื่อให้สังคมตรวจสอบผู้แทนของตัวเองให้มากขึ้น

“การทำงานที่ผ่านมา สว.เลือกตั้งและ สว.สรรหา ทำงานกันด้วยดี ไม่ได้มีข้อขัดแย้งอะไร โดยส่วนใหญ่จะเป็นส่วนเสริมซึ่งกันและกัน เนื่องจาก สว.สรรหาบางคนจะรู้ประเด็นเฉพาะเรื่องดีกว่า แต่สว.เลือกตั้ง ก็มีข้อมูลที่พื้นที่ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติม ส่วนสว.ที่กำลังจะเข้ามารับตำแหน่งนั้น ขอให้ระลึกเสมอว่าการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแต่ละคน โดยเฉพาะในกรณีของคุณนิคม ไวยรัชพาณิช อดีตประธานวุฒิสภา มีการพิจารณาข้อเท็จจริงจากสว. และจากปปช.แล้วว่าสมควรให้ถอดถอน เพราะฉะนั้น สว.ก็ควรทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง” ตัวแทนกลุ่ม 40 สว.กล่าว

นายสมชาย กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ควรมีการศึกษารูปแบบของผู้แทนตามรัฐธรรมนูญอีกครั้ง เพราะปัจจุบัน ระบบรัฐสภาเอามาจากอังกฤษ แต่เรื่องการถอดถอนมาจากสหรัฐอเมริกา ส่วนรูปแบบขององค์กรอิสระ มาจากเยอรมันนี เพราะฉะนั้นอาจถึงเวลาคิดใหม่แล้วว่าการทำหน้าที่ของแต่ละส่วนเป็นไปตามเจตนารมณ์หรือไม่ และที่มาของแต่ละกลุ่มควรมาจากไหนเพื่อให้กระบวนการประชาธิปไตยเดินหน้าไปได้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาแล้วว่าสว.ควรมีหน้าที่เฉพาะกลั่นกรองกฎหมาย แต่งตั้งและถอดถอนบุคคล ก็ขอท้าให้ยกเลิกสว.

ส่วนการใช้มาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อแก้วิกฤต นั้น นายสมชาย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวระบุเพียงว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ไม่ได้มีการพูดถึงนายกรัฐมนตรีพระราชทานอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง ทั้งนี้ มีการใช้ธรรมเนียมปฏิบัติลักษณะนี้มาก่อน เมื่อครั้ง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังเกิดเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 และในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เคยใช้กลไกมาตรา 7 เพื่อแก้ปัญหาหลังไม่สามารถแต่งตั้ง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ขึ้นเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้ จึงเห็นว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในการใช้มาตรา 7 เพื่อไม่ให้ประเทศเกิดทางตัน

ด้านนายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สว.ราชบุรี กล่าวว่า ยังเชื่อว่าสว.มีความสำคัญ เนื่องจากต้องทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมา หากไม่มีสว.ชุดนี้ยับยั้งไว้  พรบ.นิรโทษกรรมก็จะผ่านสภาได้อย่างง่ายดาย ส่วนที่ สว.ชุดใหม่มีความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองมากนั้น สะท้อนให้เห็นว่าระบบอุปถัมภ์ยังคงมีส่วนสำคัญในระบบการเมืองไทย ทั้งในสว. และสส. ทั้งนี้ มองว่า สว.ชุดปี 2557 มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองจำนวนมาก เพราะผู้ที่ลงเลือกตั้งเริ่มตั้งตัวได้ทันว่าต้องทำอย่างไร จึงจะสามารถลงรับสมัครได้ สอดคล้องกับเป็นช่วงที่มีการตัดสินยุบพรรคการเมือง 3 พรรค จึงทำให้ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เช่น นายจองชัย เที่ยงธรรม ซึ่งเป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคชาติไทย หรือ นายศรีเมือง เจริญศิริ ซึ่งเป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน สามารถลงเลือกตั้งครั้งนี้ได้

“ หวังว่าสว.ชุดใหม่ จะทำหน้าที่อย่างอิสระ พิจารณาถึงเหตุผลในการตัดสิน ซึ่งวาระถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพาณิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกจากตำแหน่ง ตามการชี้มูลของปปช.ในวันที่ 18 เม.ย.นี้ จะเป็นตัวชี้วัดว่าการทำงานของสว.ชุดใหม่ อิสระมากน้อยเพียงใด  อย่างไรก็ตาม เห็นว่าในอนาคตควรให้การลงมติถอดถอนเป็นไปอย่างเปิดเผย และลดจำนวนเสียงที่ใช้ถอดถอนลง โดยอาจให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของ สว.ทั้งหมด คือ 75 เสียง”

นายเกชา กล่าวอีกว่า หลังจากผ่านเทศกาลสงกรานต์ เชื่อว่าการเมืองจะร้อนแรงมากขึ้นและจะได้เห็นวิธีแก้วิกฤตความขัดแย้งแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในปีนี้คงจะยังไม่มีการเลือกตั้งสส.อย่างแน่นอน โดยอาจมีการเลือกตั้งอีกครั้งในเดือน เม.ย. ปีหน้า

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์