
โลกหันซบ "เชลล์แก๊ส" พลิกโฉมพลังงาน ดันมะกันผงาด
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เป็นประเด็นงัดข้อระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติกันง่ายๆ กรณีความวุ่นวายทางการเมืองในยูเครน โดยความไม่ลงรอยล่าสุดอยู่ในพื้นที่เขตปกครองตนเองไครเมีย ซึ่งลงประชามติขอแยกตัวออกจากยูเครนเพื่อกลับไปอยู่กับรัสเซีย โดยที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ก็รับลูกด้วยการลงนามรับรองกฎหมายที่เปิดทางผนวกไครเมียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สร้างความไม่พอใจให้กับชาติตะวันตกอย่างสหรัฐและยุโรปเสียยกใหญ่
ทั้งนี้ ความน่าสนใจของเหตุการณ์ตึงเครียดข้างต้นนอกจากจะอยู่ที่ขั้นตอนดำเนินการของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บรรลุแนวทางแก้ไขปัญหาที่จะสามารถเห็นพ้องตรงกันได้แล้ว อีกหนึ่งประเด็นน่าสนใจและมีความสำคัญค่อนข้างมากจนไม่อาจมองข้ามได้ก็คือประเด็นเรื่อง “พลังงาน”
นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างแสดงความเห็นตรงกันว่า ความสัมพันธ์ที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเฉยชาตามดีกรีความไม่พอใจต่อการกระทำของรัสเซีย ทำให้บรรดาผู้นำในชาติยุโรป โดยเฉพาะพี่ใหญ่ของกลุ่มอย่างเยอรมนีเริ่มตระหนักดีแล้วว่า ประเทศของตนพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียมากมายจนกลายเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานมากมายเพียงใด
ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ในช่วงเดือนกว่าที่ผ่านมานี้ ขณะที่สหรัฐเดินหน้าผลักดันสารพัดมาตรการคว่ำบาตรเพื่อโต้ตอบรัสเซียกรณีไครเมีย สหภาพยุโรป (อียู) กลับมีท่าทีประนีประนอม หรือเกรงอกเกรงใจ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายรัสเซียส่งคำเตือนแกมขู่ออกมาว่าแผนคว่ำบาตรอาจเป็นเหมือนบูเมอแรงสะท้อนกลับใส่ยุโรปและสหรัฐให้เจ็บตัวได้เทียมเท่ากัน เพราะยุโรปนำเข้าพลังงานจากรัสเซียถึง 25% ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่เยอรมนี พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียในสัดส่วนสูงถึง 35% ของความต้องการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ
กลายเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่บรรดาชาติในยุโรป หรือแม้กระทั่งประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ของโลกที่เริ่มเห็นบทเรียนจากการที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากภายนอก ต้องหวนกลับมาทบทวนนโยบายพลังงานของตัวเอง โดยหนึ่งในทางเลือกสำคัญที่เป็นไปได้ก็คือ เชลล์แก๊ส (Shale Gas) หรือหินน้ำมัน
อลันนา เพ็ทรอฟ ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจจากซีเอ็นเอ็น มันนี สหรัฐ ระบุชัดว่า เชลล์แก๊สเริ่มเป็นทางเลือกที่เหล่ารัฐมนตรีในยุโรปนำมาหารือกันมากขึ้น นอกจากทางเลือกด้านพลังงานหมุนเวียนและก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะหลังจากที่ โฮเซ มานูเอล บารอสโซ ประธานคณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศอย่างชัดเจนว่า อียูกำลังเร่งหาหนทางลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก และหลังจากที่ข้อมูลสำรวจจากคณะกรรมการข้อมูลพลังงานสหรัฐพบว่าภูมิภาคยุโรปมีทรัพยากรเชลล์แก๊สอยู่มากถึง 470 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งมากเกินกว่าความต้องการใช้แก๊สของยุโรปรายปีซึ่งอยู่ที่ราว 18 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
ทั้งนี้ เชลล์แก๊สไม่ใช่แหล่งพลังงานใหม่ที่เพิ่งมีการค้นพบ เพียงแต่สาเหตุหลักที่ในช่วงหลายสิบปีหลังจากการพบเชลล์แก๊สที่ไม่มีใครนำขึ้นมาใช้อย่างเป็นล่ำเป็นสันเหมือนพลังงานอื่นๆ เช่น ก๊าซธรรมชาติ หรือน้ำมัน นั้นเป็นเพราะต้นทุนการสกัดและขุดเจาะเจ้าหินน้ำมันชนิดนี้แพงมากจนไม่คุ้มค่าในการลงทุน ขณะที่อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญก็คือประเด็นเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะในระหว่างกระบวนการสกัดเพื่อนำมาใช้งาน
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีการสกัดน้ำมันออกจากหินน้ำมันในปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น ถูกขึ้น และปลอดภัยในระดับหนึ่ง โดยวิธีการที่ใช้กันอยู่ขณะนี้เรียกว่า “ไฮดรอลิก แฟล็กเจอร์ริง” ซึ่งจะกะเทาะเอาน้ำมันออกมาจากชั้นหินที่มีก๊าซใต้ดินด้วยการฉีดน้ำ ทราย และสารเคมี ภายใต้แรงอัดอากาศที่สูงมากๆ เพื่อทำให้หินแตกแบบพอเหมาะที่จะเปิดทางให้น้ำมันหรือก๊าซที่อยู่ในชั้นหินไหลออกมาผ่านท่อได้
เทคโนโลยีที่สะดวกและทันสมัยมากขึ้น ส่งผลให้ไม่เพียงแต่ยุโรปเท่านั้นที่เริ่มคิดหันเข้าหาเชลล์แก๊ส เพราะประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของภูมิภาคเอเชียและรั้งตำแหน่งประเทศทรงอิทธิพลอันดับ 2 ของโลกอย่างจีน ก็เริ่มตื่นตัวในเรื่องเชลล์แก๊สมากเช่นกัน
หลักฐานยืนยันที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมเชลล์แก๊ส ที่ล่าสุด ไชนา ปิโตรเลียม แอนด์ เคมิเคิล คอร์ป (เอสเอ็นพี) หรือซิโนเพ็ก ผู้ผลิตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของจีนประกาศชัดว่าจะเริ่มผลิตพลังงานจากเชลล์แก๊สได้ในปี 2017 โดยเมื่อเทียบกับยุโรปหรือจีน ที่มีทรัพยากรเชลล์แก๊สมากกว่าหลายสิบเท่า แถมการสำรวจของขณะกรรมการข้อมูลพลังงานสหรัฐพบว่าจีนเป็นประเทศที่มีเชลล์แก๊สมากที่สุดในโลกราว 134.42 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร
กระนั้น พาเวล มอลชานอฟ นักวิเคราะห์พลังงานจากเรย์มอนด์ เจมส์ ระบุว่า แม้จีนหรือยุโรปจะมีทรัพยากรเชลล์แก๊สเหลือเฟือ แต่การสกัดออกมาใช้ยังคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกหลายปี เพราะเทคโนโลยีการสกัดเชลล์แก๊สที่ล้ำหน้าที่สุดอยู่ในมือของสหรัฐ ขณะที่ยุโรปอยู่ในระดับศูนย์และจีนยังต้องพึ่งพาความสามารถจากสหรัฐ
สอดคล้องกับความเห็นของ วิลล์ เพียร์สัน ผู้อำนวยการด้านพลังงานโลกและทรัพยากรก๊าซแห่งยูเรเซีย กรุ๊ป ซึ่งเห็นว่ายุโรปต้องการเวลาศึกษาเทคโนโลยีนอกเหนือจากการศึกษาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ก่อนจะเริ่มลงมือปรับนโยบายเพื่อสกัดเชลล์แก๊สอย่างจริงจัง
สำหรับในส่วนของจีนแม้จะก้าวได้เร็วกว่ายุโรป แต่จีนก็ยังประสบปัญหาติดขัดในขั้นตอนกระบวนการสกัด พิสูจน์ได้จากปริมาณแท่นขุดเชลล์แก๊สที่ถึงจะมีปริมาณพลังงานชนิดนี้มากที่สุดในโลก จีนก็มีแท่นขุดเพียงแค่ 100 แห่งเท่านั้น เมื่อเทียบกับสหรัฐที่แม้จะมีปริมาณเชลล์แก๊สน้อยกว่า แต่มีแท่นขุดมากราว 4 หมื่นแห่ง
ทั้งนี้ จากข้อมูลข้างต้นทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักเห็นตรงกันว่า “เชลล์แก๊ส” ไม่เพียงแต่จะกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลกในอนาคตเท่านั้น แต่อาจส่งผลเปลี่ยนยุทธศาสตร์พลังงานโลกที่ถึงขั้นเปิดทางให้สหรัฐก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจตัวจริง นอกเหนือจากที่มีอิทธิพลอันดับหนึ่งในด้านเศรษฐกิจการเงินและการเมือง
เหตุผลเพราะสหรัฐกุมเทคโนโลยีการสกัดเชลล์แก๊สที่ล้ำหน้าที่สุดและปลอดภัยที่สุด แถมด้วยการมีระบบขนส่งเชลล์แก๊สที่ทันสมัยได้มาตรฐานมากที่สุดในโลก ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศที่เหลือทั่วโลก สหรัฐจะกลายเป็นประเทศที่หลายชาติต้องพึ่งพาอาศัยในการจัดการสกัดเชลล์แก๊สออกมาใช้ โดยไม่นับรวมถึงความเป็นไปได้ที่ว่าศักยภาพในการสกัดเชลล์แก๊สจะทำเพิ่มอำนาจในการต่อรองให้กับสหรัฐ
กระทั่งไม่แน่ว่าอีกไม่นานทั่วโลกอาจได้เห็นมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐที่กร้าวแกร่งเพียงพอที่ประเทศคู่กรณีต้องหนาวๆ ร้อนๆ ขณะที่ประเทศพันธมิตรเองก็ต้องรับฟังและให้ความร่วมมือเต็มที่







