
แรงงานพม่าในไทย
อู่เส่งเต ผู้อำนวยการเครือข่ายสิทธิของแรงงานอพยพ แสดงความเห็นผ่านนิตยสาร มิสซิมา บิซิเนส วีคลี่ เกี่ยวกับสถานการณ์ของแรงงานพม่าในเมืองไทย ระบุว่า ตนเป็นห่วงกรณีที่ขณะนี้มีแรงงานพม่าที่วีซ่าหมดอายุแล้วมีถึง 2 แสนคน และยังเพิ่มขึ้นอีกวันละเกือบ 1,000 คน
อู่เส่งเต ผู้อำนวยการเครือข่ายสิทธิของแรงงานอพยพ แสดงความเห็นผ่านนิตยสาร มิสซิมา บิซิเนส วีคลี่ เกี่ยวกับสถานการณ์ของแรงงานพม่าในเมืองไทย ระบุว่า ตนเป็นห่วงกรณีที่ขณะนี้มีแรงงานพม่าที่วีซ่าหมดอายุแล้วมีถึง 2 แสนคน และยังเพิ่มขึ้นอีกวันละเกือบ 1,000 คน
ในปัจจุบันมีแรงงานอพยพชาวพม่าราว 2.5–3 ล้านคน ทำงานอยู่ในไทย ในจำนวนนี้มีเพียง 1.7 ล้านคนเท่านั้น ที่เป็นแรงงานถูกกฎหมายตามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ปี 2003 ซึ่งระบุเกี่ยวกับความร่วมมือด้านแรงงาน ที่ทำให้แรงงานอพยพชาวพม่าสามารถเดินทางเข้ามาทำงานในเมืองไทยได้ โดยรัฐบาลพม่าจะออกหนังสือเดินทางชั่วคราวสำหรับเดินทางมาไทยให้ ด้านฝ่ายไทยจะออกวีซ่าและใบอนุญาตทำงานให้ชาวพม่า
อย่างไรก็ดี แรงงานพม่ากำลังประสบกับปัญหาวีซ่าหมดอายุ ขณะที่ยังไม่มีท่าทีว่ารัฐบาลไทยหรือรัฐบาลพม่าจะดำเนินการใดๆ เพื่อต่ออายุวีซ่าดังกล่าว นอกจากนี้แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาใหม่ร่วมกัน นั่นคือการที่กระทรวงแรงงานเรียกเก็บเงิน 1,000 บาท จากเงินเดือนของแรงงานเหล่านั้น เพื่อนำไปจ่ายเป็นค่าอยู่ในประเทศไทยเกินกว่าที่กำหนด เนื่องจากวีซ่าหมดอายุ
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ กระบวนการในการต่ออายุวีซ่าสำหรับทำงานในประเทศไทยนั้นยังยุ่งยากและซับซ้อนมาก เกินกว่าที่แรงงานพม่าจะทำด้วยตัวเอง โดยขั้นตอนการดังกล่าวต้องผ่านทั้งนายจ้างชาวไทย สถานทูตพม่า หน่วยงานราชการที่กรุงเนย์ปิดอว์ ก่อนจะส่งไปให้เจ้าหน้าที่ประจำท้องถิ่นของแรงงานพม่ารายนั้น
กระบวนการดังกล่าวนับว่าสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตอย่างมาก เนื่องจากแรงงานพม่าต้องอาศัยนายหน้าที่รู้จักช่องทางและข้าราชการในระบบในการช่วยดำเนินการให้ ซึ่งแรงงานพม่าอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายถึง 1.93 แสนจ๊าด (ราว 6,400 บาท)
ในปัจจุบันเครือข่ายสิทธิของแรงงานอพยพได้รณรงค์ให้ ไม่มีการบังคับให้แรงงานพม่าทำหนังสือเดินทางถาวร นอกจากนี้ทางเครือข่ายฯ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวสามารถต่ออายุ หรือทำหนังสือเดินทางชั่วคราวใหม่ได้ และยังเรียกร้องให้มีการตั้งศูนย์สำหรับการต่ออายุวีซ่าใกล้กับแหล่งที่อยู่อาศัยของแรงงานต่างด้าวอีกด้วย
ขณะเดียวกันเครือข่ายสิทธิของแรงงานอพยพยังพยายามอย่างหนักเพื่อกดดันให้รัฐบาลพม่าออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานต่างด้าว และได้พยายามตั้งศูนย์เพื่อฝึกให้ชาวพม่าที่มีแผนจะเดินทางมาทำงานในประเทศไทย ให้เข้าใจและสามารถรับมือกับสถานการณ์ในเมืองไทยได้ โดยเฉพาะการปกป้องตัวเองจากขบวนการค้ามนุษย์
ทั้งนี้ อู่เส่งเตเคยเป็นหนึ่งในแรงงานพม่าที่อพยพเข้ามาทำงานในเมืองไทยอย่างผิดกฎหมายเมื่อ 17 ปีก่อน และได้ก่อตั้งเครือข่ายแรงงานอพยพชาวพม่า ที่ จ.สมุทรสาคร เมื่อปี 2009 เพื่อช่วยเหลือแรงงานพม่าในประเทศไทย และได้ตั้งสำนักงานที่ย่างกุ้งของพม่าในปี 2013 ที่ผ่านมา







