
โฆษณาทีวีดิจิทัลขายไม่ออก
เจ้าของสินค้ารอดูคอนเทนต์วัดเรตติ้งจับตา3เดือนแรกมีลุ้นเงินเริ่มเข้า
เจ้าของสินค้ารอดูคอนเทนต์วัดเรตติ้งจับตา3เดือนแรกมีลุ้นเงินเริ่มเข้า
เอเยนซีชี้ทีวีดิจิทัลยังไม่เห็นเม็ดเงินโฆษณา เจ้าของสินค้ารอดูคอนเทนต์ เรตติ้ง ลุ้น 3 เดือนเริ่มเห็น
นายวิทวัส ชัยปาณี นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ว่าขณะนี้ทีวีดิจิทัลจะเริ่มทดลองระบบการออกอากาศไปบ้างแล้ว แต่ในส่วนของเม็ดเงินโฆษณาที่จะไหลเข้าทีวีดิจิทัลขณะนี้ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน เนื่องจากเจ้าของสินค้าส่วนใหญ่ต้องการรอดูคอนเทนต์และจำนวนผู้ชมของช่องรายการต่างๆ ว่าจะได้ผลการตอบรับเป็นอย่างไร คาดว่าน่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3 เดือน จึงจะเริ่มเห็นเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้าสู่ช่องทางทีวีดิจิทัล
ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ขาดการประชาสัมพันธ์ว่าทีวีดิจิทัลคืออะไร และจะรับชมได้ผ่านช่องทางไหนบ้าง ซึ่งในส่วนของผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิทัลเองก็ยังไม่มีการออกมาโฆษณาประชาสัมพันธ์ช่องทีวีของตัวเองว่ามีรายการอะไรบ้าง จึงทำให้เจ้าของสินค้าขาดความมั่นใจที่จะใช้เม็ดเงินซื้อสื่อโฆษณาในช่องทางดังกล่าว
“ระยะเวลา 3 เดือน ก็ยังไม่รู้เลยว่าทีวีดิจิทัลจะเป็นอย่างไร กว่าทุกอย่างจะลงตัวคงต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ เพราะตอนนี้ฟรีทีวีปกติเองก็ยังขายโฆษณาไม่เต็ม สังเกตได้จากเบรกโฆษณาในช่วงละครดังๆ ที่มีโฆษณาเพียงแป๊บเดียว ปัจจัยที่ส่งผลกระทบหลักก็มาจากปัญหาการเมือง ซึ่งยังคงส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายเม็ดเงินผ่านสื่อโฆษณา เห็นได้จากช่วง 23 เดือนที่ผ่านมา ภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณายังคงชะลอตัว” นายวิทวัส กล่าว
นายชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทีวีดิจิทัลที่กำลังทดลองออกอากาศในตอนนี้เป็นเพียงกระแสเท่านั้น เพราะขณะนี้เจ้าของสินค้ายังไม่มีใครกล้าใช้เงินผ่านสื่อโฆษณาในช่องทางดังกล่าว เนื่องจากยังไม่สามารถวัดผลจำนวนผู้ชมได้ เพราะเป็นช่วงของการเริ่มต้น คาดว่าอีก 2 ปี จึงจะคอมพลีตได้ 97% เท่ากับสัญญาณการออกอากาศที่ครอบคลุมในครัวเรือน และหลังจากนั้น 1 ปี จึงจะเห็นภาพชัดเจนว่าภาพรวมโฆษณาในทีวีดิจิทัลเป็นอย่างไร
ปัจจุบันประเทศไทยแบ่งผู้ประกอบการซื้อสื่อโฆษณาออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มแบรนด์อินเตอร์เนชั่นแนลโปรดักต์ กลุ่มดังกล่าวถือว่ามีส่วนแบ่งการตลาดในการซื้อโฆษณาอยู่ที่ประมาณ 70% ของเม็ดเงินโฆษณาทั้งหมด ซึ่งในส่วนของกลุ่มดังกล่าวจะซื้อสื่อโฆษณาก็ต่อเมื่อมีการวัดเรตติ้ง ส่วนกลุ่มแบรนด์สินค้าไทย หรือกลุ่มที่มีรายได้ภายในบริษัทมากกว่า 1,000 ล้านบาทเป็นต้นไป กลุ่มนี้จะซื้อสื่อโฆษณาตามแบรนด์ต่างชาติ คือซื้อตามเรตติ้งที่วัดได้
สำหรับกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มเอสเอ็มอี หรือกลุ่มที่มีรายได้ภายในบริษัทต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท กลุ่มนี้ถือเป็นโอกาสของทีวีดิจิทัล เคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม ที่วางราคาโฆษณาไม่สูง เพราะมีรายได้น้อย หากวางแผนเจาะกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้น่าจะได้ผลการตอบรับที่ดี







