
ดูกันยาวๆ
เดินหน้าลุยตามกำหนดการที่วางไว้ชนิดไม่มีอิดออดสำหรับการขึ้นภาษีการค้า หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม ครั้งแรกในรอบ 17 ปี ภายใต้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (อาเบะโนมิกส์) ของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น จาก 5% เป็น 8% และมีผลบังคับใช้ทั่วญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ โดยไม่สนใจหรือหวั่นไหวต่อคำเตือนแกมขู่ของเหล่านักวิเคราะห์ซึ่งหวั่นเกรงว่าการกระทำครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ค่อยๆ ฟื้นตัวสะดุดล้มไม่เป็นท่า
เดินหน้าลุยตามกำหนดการที่วางไว้ชนิดไม่มีอิดออดสำหรับการขึ้นภาษีการค้า หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม ครั้งแรกในรอบ 17 ปี ภายใต้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (อาเบะโนมิกส์) ของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น จาก 5% เป็น 8% และมีผลบังคับใช้ทั่วญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ โดยไม่สนใจหรือหวั่นไหวต่อคำเตือนแกมขู่ของเหล่านักวิเคราะห์ซึ่งหวั่นเกรงว่าการกระทำครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ค่อยๆ ฟื้นตัวสะดุดล้มไม่เป็นท่า
ถามว่าอะไรที่ทำให้นักวิเคราะห์มั่นใจในสิ่งที่หวาดกลัวข้างต้น ก็ต้องเรียนกันตามตรงค่ะว่าเป็นเพราะเคยมีบทเรียนเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นมาแล้วเมื่อปี 1997 ที่รัฐบาลยุคนั้นขึ้นภาษีชนิดเดียวกันจาก 3% เป็น 5% จนทำให้เศรษฐกิจแดนซามูไรตกอยู่ในภาวะเงินฝืดและซบเซายาวนานจนถึงทุกวันนี้
แถมสถานการณ์เศรษฐกิจของญี่ปุ่นในปัจจุบันก็ยังไม่อาจวางใจได้ ทั้งเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ เงินเยนที่อ่อนจนฉุดกำลังการบริโภคคนในประเทศที่ฐานเงินเดือนยังไม่ขยับ อีกทั้งยังทำให้การขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น และล่าสุด ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในเดือน ก.พ.ยังลดต่ำลงราว 2.3% จากเดือนก่อนหน้า ส่งสัญญาณหดตัวให้เห็นล่วงหน้า
กระนั้น ถามอีกว่ารัฐบาลนายกรัฐมนตรีอาเบะจะเลี่ยงไม่ขึ้นภาษีได้หรือไม่ ตอบแบบสุภาพนุ่มนวลหน่อย ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องยากค่ะที่ญี่ปุ่นจะไม่ขึ้นภาษี
เหตุผลเพราะเศรษฐกิจที่ซบเซานานหลายสิบปีส่งผลให้สถานะทางการคลังของประเทศเลวร้ายหนัก โดยรัฐบาลญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงถึง 245% ของจีดีพี ซึ่งหากไม่รีบหาเสาค้ำยัน ด้วยการหารายได้เข้ากระเป๋ารัฐ แดนอาทิตย์แห่งนี้คงไม่อุทัยแน่นอนค่ะ
ยิ่งเมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นมีภาระใหญ่หลวงที่ต้องเลี้ยงดูประชากรส่วนใหญ่ในประเทศซึ่งเข้าสู่วัยสูงอายุ การรีดภาษีเป็นการด่วนจึงนับเป็นการช่วยแก้ปัญหาเสถียรภาพของระบบสวัสดิการสังคมของประเทศ
ยังไม่รวมผลกระทบจากนโยบายอาเบะโนมิกส์ที่กดให้ค่าเงินเยนอ่อนฮวบฮาบจนทำให้บัญชีดุลสะพัดเกินดุลของรัฐบาลแดนปลาดิบลดต่ำลงมาก ซ้ำเติมฐานะการคลังของประเทศให้หนักหน่วงมากขึ้นไปอีก
เรียกได้ว่าญี่ปุ่นถอยหลังไม่ได้เสียแล้ว มีแต่ต้องลุยไปข้างหน้าให้รู้ดำรู้แดงเท่านั้นค่ะ
ส่วนนโยบายภาษีคราวนี้ของรัฐบาลญี่ปุ่นจะกลายเป็นประวัติศาสตร์เลวร้ายซ้ำรอยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1997 หรือไม่ คงต้องดูกันยาวๆ ค่ะ เพราะอย่างน้อยสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในตอนนี้ก็แตกต่างจากวันวานที่ผ่านมา







