
เศรษฐกิจไทยบนชะง่อนผา
ฉบับนี้น่าจะเป็นเรื่องคดีลิขสิทธิ์หนังสือในไทยต่อ แต่ผู้เขียนขอพักไว้ก่อนแล้วไปเขียนต่อในฉบับหน้า ส่วนฉบับนี้ขอเขียนเรื่องเศรษฐกิจของประเทศไทยเราอีกครั้ง เพราะเห็นสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ยิ่งดูก็ยิ่งหดหู่ และจะโยนความผิดไปให้ใครก็ไม่ได้ นอกจากผู้บริหารประเทศเอง ซึ่งข่าวการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล) เมื่อ 18 มี.ค. ก็เป็นข่าวที่น่าจะทำให้กระชุ่มกระชวยขึ้นบ้าง เพราะการมีหรือไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ต่างชาติเขาให้ความสำคัญมาก จะเดินทางมาประเทศไทยประกันชีวิตก็ไม่รับประกัน หากยังคงมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ จะเอาเงินเข้ามาลงทุนก็ยิ่งต้องคิดหนัก ไม่แน่ใจในสถานการณ์ เพราะต่างประเทศนั้นจะประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ต่อเมื่อสถานการณ์รุนแรง มีการเผชิญหน้าต่อสู้กันและบานปลาย และทำท่าจะเอาไม่อยู่ ไม่ใช่มีกลุ่มคน นักเลง หรือเด็กในสังกัดคนนั้นคนนี้ ไปเที่ยวแอบยิงชาวบ้านที่อยู่อย่างสงบเป็นรายวันรายคืนกันแบบบ้านเรา ยิ่งถ้าเป็นการประท้วงแบบสงบสันติที่พวกผู้ประท้วงทำอยู่ ถ้าเป็นในต่างประเทศเขาก็ปล่อยไป ถือเป็นเรื่องธรรมดาของระบอบประชาธิปไตย เขาจึงไม่เข้าใจว่าที่จริงแล้วประเทศไทยยั
ฉบับนี้น่าจะเป็นเรื่องคดีลิขสิทธิ์หนังสือในไทยต่อ แต่ผู้เขียนขอพักไว้ก่อนแล้วไปเขียนต่อในฉบับหน้า ส่วนฉบับนี้ขอเขียนเรื่องเศรษฐกิจของประเทศไทยเราอีกครั้ง เพราะเห็นสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ยิ่งดูก็ยิ่งหดหู่ และจะโยนความผิดไปให้ใครก็ไม่ได้ นอกจากผู้บริหารประเทศเอง ซึ่งข่าวการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล) เมื่อ 18 มี.ค. ก็เป็นข่าวที่น่าจะทำให้กระชุ่มกระชวยขึ้นบ้าง เพราะการมีหรือไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ต่างชาติเขาให้ความสำคัญมาก จะเดินทางมาประเทศไทยประกันชีวิตก็ไม่รับประกัน หากยังคงมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ จะเอาเงินเข้ามาลงทุนก็ยิ่งต้องคิดหนัก ไม่แน่ใจในสถานการณ์ เพราะต่างประเทศนั้นจะประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ต่อเมื่อสถานการณ์รุนแรง มีการเผชิญหน้าต่อสู้กันและบานปลาย และทำท่าจะเอาไม่อยู่ ไม่ใช่มีกลุ่มคน นักเลง หรือเด็กในสังกัดคนนั้นคนนี้ ไปเที่ยวแอบยิงชาวบ้านที่อยู่อย่างสงบเป็นรายวันรายคืนกันแบบบ้านเรา ยิ่งถ้าเป็นการประท้วงแบบสงบสันติที่พวกผู้ประท้วงทำอยู่ ถ้าเป็นในต่างประเทศเขาก็ปล่อยไป ถือเป็นเรื่องธรรมดาของระบอบประชาธิปไตย เขาจึงไม่เข้าใจว่าที่จริงแล้วประเทศไทยยังมีความสงบในระดับหนึ่ง และมั่นคงพอที่จะลงทุนได้ เมื่อนักท่องเที่ยวก็ไม่มา ลงทุนก็ไม่มา คราวนี้ก็นับวันแต่จะห่อเหี่ยวลงทุกที จะไปหวังการใช้จ่ายของรัฐบาลรักษาการก็ลืมไปได้เลย เพราะไม่มีสิทธิ ทั้งโดยมารยาทและโดยรัฐธรรมนูญ
ที่ผู้เขียนบอกว่าสัญญาณทางเศรษฐกิจไทยยังทำให้ดูหดหู่ ก็เพราะเปิดมาแต่ละข่าวจะเห็นสัญญาณที่ไม่ดีทั้งนั้น เช่น
แม่บ้านกระเป๋าฉีก ราคาหมูและก๊าซพุ่ง
เอสเอ็มอีหืดจับ กำลังซื้อไม่ฟื้น แบงก์ลดให้กู้
9 กลุ่มอุตสาหกรรมเจอหนัก ลูกค้าลดคำสั่งซื้อเนื่องจากขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ
ขีดความสามารถของไทยต่ำสุดในอาเซียน 10 ประเทศ
เศรษฐกิจทรุดลงอีก หากปัญหาการเมืองลากยาวเศรษฐกิจจะทรุดตัวต่ำกว่า 2.7%
ที่จริงอย่าว่าแต่ 2.7% เลย ที่ผู้เขียนเป็นกังวลก็คือ หากการเมืองไม่สงบภายในกลางปีนี้ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นได้ถึง 1% หรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจ เพราะประเทศไทยก็อย่างที่เคยเป็นมา ต้องหันกลับมาพึ่งพาการส่งออกเช่นเคย เห็นได้ชัดว่าภาคที่ถูกกระทบมากที่สุดในขณะนี้ คือ ภาคที่ดำเนินธุรกิจภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยวโรงแรม ส่วนภาคที่พอจะเอาตัวรอด คือ ภาคส่งออก ยิ่งเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เมื่อเร็วๆ นี้ ขณะที่เฟดก็ส่งสัญญาณเลิกคิวอีในเดือน ต.ค.ปีนี้ และจะขึ้นดอกเบี้ยกลางปีหน้า ซึ่งก็จะมีความเป็นไปได้ที่เงินทุนจะไหลออกจากประเทศไทย จนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงไปอีก แล้วประเทศไทยเราจะเหลืออะไร ถึงแม้ว่าจะพยายามมองในแง่บวกว่าการที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงย่อมจะเป็นผลดีกับการส่งออก แต่คนไทยก็จะต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งถ้าคุมกันไม่ดี ก็จะเป็นตัวบั่นทอนเศรษฐกิจลงไปอีก หรือถ้าปัญหาการเมืองยังไม่นิ่ง ไม่สามารถใช้มาตรการอื่นมาช่วยได้อีก เช่น มาตรการทางการคลัง เพราะรัฐบาลรักษาการก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหนเสียที ทั้งที่อยู่ก็ทำอะไรไม่ได้ ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ก็คงต้องกัดฟันรัดเข็มขัดกันจนฟันร่วง เอวกิ่วเอวคอดกันไป ก็ยังไม่แน่ว่าจะไปรอดกันแค่ไหน
ถึงแม้ว่ากระทรวงการคลังของรัฐบาลจะมองว่าเศรษฐกิจของไทยจะยังไปรอดเพราะมีเสถียรภาพ ซึ่งผู้เขียนก็เห็นด้วยว่าเนื่องมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจเรามีความเข้มแข็ง เรียกว่ารัฐบาลยุคก่อนๆ เขาผูกเหล็กราดคอนกรีตมาอย่างดี แต่เหล็กก็เหล็กเถอะ ขณะนี้คอนกรีตก็แตกเห็นแต่เหล็กเส้นที่ผูกอยู่แล้ว ขืนรอช้าไปเหล็กที่ผูกอยู่ก็คงขาดไปทีละเส้น การลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยลงอีก 0.25% เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะไม่ได้ผล ผู้บริโภคไทยก็บอบช้ำมามาก จ่ายกันจนแทบจะขอดก้นกระเป๋าแล้ว ภาคธุรกิจเองที่เจอมาตั้งแต่ค่าแรง 300 บาท ค่าก๊าซที่สูงเอาๆ เรียกว่าตอนนี้ไม่ใช่สองสูงแล้ว มันสูงกันสารพัดสูง ต่อให้รัฐบาลปัจจุบันไม่ใช่รัฐบาลรักษาการก็คงเอาไม่อยู่ เพราะท่านแทบจะไม่มองปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยเลย ยิ่งถ้าหากได้รับเลือกกลับเข้ามาอีก ท่านก็มองทุกอย่างเป็นการเมือง และดำเนินการแก้ปัญหาเฉพาะด้านการเมือง ซึ่งก็จะไม่มีมาตรการอะไรที่จะออกมาสอดรับกับมาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามจะกระตุ้นเศรษฐกิจ
ผู้เขียนต้องยอมรับว่า เมื่อมาถึงขณะนี้โอกาสที่จะพยายามมองภาพเศรษฐกิจให้เป็นบวกนั้นมีน้อยมาก เพราะเมื่อเศรษฐกิจของไทยยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ทันกับช่วงที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยกลางปีหน้า ก็นับว่าเป็นความเสี่ยงอย่างมากที่ประเทศไทยต้องดำเนินนโยบายดอกเบี้ยที่สวนทางกับโลกเขา โดยเฉพาะกับประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐ ยิ่งถ้าดูประเทศในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ประเทศที่ค่อนข้างปิดอย่างอินเดีย เขาก็ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อดึงเงินทุนต่างประเทศไว้ทั้งนั้น
อย่างไรก็ตาม ที่ผู้เขียนเขียนมานั้น ก็ด้วยความเห็นใจธนาคารแห่งประเทศไทยที่ต้องตัดสินใจลดดอกเบี้ยดังกล่าวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเมื่อไม่มีทางอื่นใดที่รัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังหรือนโยบายอื่นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในขณะนี้ ก็น่าจะจำเป็นอยู่เองที่จะต้องตัดสินใจเสี่ยงไป
เศรษฐกิจไทยขณะนี้จึงเปรียบเสมือนคนที่ยืนอยู่บนชะง่อนผา ถ้าลมแรง หรือขยับตัวผิดนิดเดียวก็ตกลงไปตายได้ เห็นภาพอย่างนี้แล้วท่านผู้อ่านคงนึกออกว่า ยิ่งรัฐบาลนี้พยายามอยู่นานไปเท่าใด อนาคตเศรษฐกิจไทยก็ยิ่งห่อเหี่ยวลงเท่านั้น







