
อย่าให้เสียเปล่า
ไม่ใช่ครั้งแรกที่กระทรวงการคลังต้องการศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล แต่ครั้งนี้กระทรวงการคลังคงมีประเด็นเพิ่มเติมขึ้นมา จึงต้องศึกษาอีก เช่น สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปจากการศึกษาช่วงที่ผ่านมา หรือเป็นการศึกษาเพื่อรับมือกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมาถึงในปี 2558 หรือสมมติฐานด้านอื่นๆ เปลี่ยนไป เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เคยคาดหวังว่าจะจูงใจให้บริษัทที่เคยหลบเลี่ยงภาษีเข้ามาอยู่ในระบบ กลับไม่เป็นไปตามความคาดหวัง
ไม่ใช่ครั้งแรกที่กระทรวงการคลังต้องการศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล แต่ครั้งนี้กระทรวงการคลังคงมีประเด็นเพิ่มเติมขึ้นมา จึงต้องศึกษาอีก เช่น สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปจากการศึกษาช่วงที่ผ่านมา หรือเป็นการศึกษาเพื่อรับมือกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมาถึงในปี 2558 หรือสมมติฐานด้านอื่นๆ เปลี่ยนไป เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เคยคาดหวังว่าจะจูงใจให้บริษัทที่เคยหลบเลี่ยงภาษีเข้ามาอยู่ในระบบ กลับไม่เป็นไปตามความคาดหวัง
ยิ่งหากดูผลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในส่วนของกรมจัดเก็บภาษี 3 กรม คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร ที่จัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าถึง 5 หมี่นล้านบาท และมีแนวโน้มจะจัดเก็บได้ต่ำลงไปอีกในช่วง 7 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณ ก็ยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่กระทรวงการคลังต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บให้มากขึ้น
การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อรองรับการใช้จ่ายงบประมาณปี 2557 เท่านั้น แต่เพื่อรองรับการใช้จ่ายงบประมาณในอีก 5-7 ปีข้างหน้า ในฐานะที่รัฐบาลต้องเป็นผู้นำในการลงทุนด้านสาธารณูปโภค
แม้กระทรวงการคลังจะตัดโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูง มูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท ออกไปจากแผนการลงทุน แต่ตามแผนแล้วยังต้องลงทุนอีก 1.2 ล้านล้านบาท ทั้งถนน 4 เลน รถไฟรางคู่ มอเตอร์เวย์ ที่จะเป็นสาธารณูปโภครองรับการลงทุนของเอกชนทั้งในและต่างประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็จะกลายเป็นภาระของรัฐบาลในการจัดเก็บรายได้มาเตรียมไว้ให้เพียงพอ เพื่อใช้จ่ายในด้านงบลงทุน และงบชำระหนี้
จึงไม่น่าแปลกใจที่กระทรวงการคลังคิดจะว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านภาษีและบัญชีชั้นนำระดับโลก มาช่วยวางระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ซึ่งอาจจะทำให้กระทรวงการคลังได้เทคนิควิธีใหม่ๆ จากบริษัทชั้นนำเหล่านี้มาช่วยเสริมระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากระทรวงการคลังมีการศึกษาจนได้เอกสารมาวางกองเรียงไว้มากมาย เรียกได้ว่าถ้าจะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้กันจริงๆ เพียงแค่หยิบฉวยเอาเอกสารการวิจัย การศึกษาเหล่านั้นมาใช้ได้ทันที
ฉะนั้น การว่าจ้างบริษัทเอกชนมาศึกษาครั้งนี้ กระทรวงการคลังต้องประเมินแล้วว่าคุ้มค่าต่องบประมาณที่จะต้องเสียไป ต้องประเมินว่าผลการศึกษานั้นจะนำไปปฏิบัติได้จริง ไม่ถูกฝ่ายการเมืองปฏิเสธเหมือนที่ผ่านมา
จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพตั้งแต่ต้น และทำให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่าอีกด้วย







