posttoday
ผ่าสัมปทาน (2) ดูตามจริง ตัดทิ้งย่อมได้

ผ่าสัมปทาน (2) ดูตามจริง ตัดทิ้งย่อมได้

02 เมษายน 2557

ไม่มีใครคัดค้านการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ประเทศได้รับประโยชน์มากขึ้น แต่ต้องเปลี่ยนอย่างรอบคอบ ไม่ให้ประเทศเสียโอกาส หรือเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

ไม่มีใครคัดค้านการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ประเทศได้รับประโยชน์มากขึ้น แต่ต้องเปลี่ยนอย่างรอบคอบ ไม่ให้ประเทศเสียโอกาส หรือเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

จึงสมควรดูข้อเท็จจริงเพื่อหาฐานเปรียบเทียบที่ถูกต้อง เพราะของใหม่ต้องให้ดีกว่าที่เป็นอยู่เดิม

“ผ่าสัมปทานภาค 1” ได้แสดงให้เห็นว่า (1) สัดส่วนกำไรของรัฐในการสำรวจผลิตปิโตรเลียมขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของปิโตรเลียม ไม่ใช่เพราะใช้ระบบ PSC หรือสัมปทาน (2) ความยืดหยุ่นของระบบ Thailand III จูงใจให้เกิดการพัฒนาแหล่งเล็กๆ ซึ่งมีโอกาสเจอมากกว่าแหล่งใหญ่ด้วยลักษณะทางธรณีวิทยาของประเทศไทย (3) ระบบสัมปทานเป็นการประมูลที่ต้องค้ำประกันว่าลงทุนสำรวจจริง เพื่อให้เกิดการพัฒนาปิโตรเลียม ซึ่งถ้าพบน้อยก็เก็บน้อย พบมากเก็บมาก (4) การต่อระยะเวลาผลิต Thailand I ในปี 2550 ตามสิทธิของผู้รับสัมปทานจากสัญญาเดิม ให้ผลประโยชน์รัฐเพิ่มขึ้นประมาณ 38,130 ล้านบาท

ทำไมเจรจาก่อนสัญญาหมด 5 ปี? เพราะผู้รับสัมปทานจะหยุดลงทุนหรือลงน้อยที่สุด เนื่องจากระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลการลงทุนสั้นมาก หากไม่เจรจาล่วงหน้านานพอการผลิตจะลดลงก่อนหมดสัญญา! ทำให้ประเทศต้องนำเข้าเพิ่มในราคาแพงกว่า ทั้งรายได้รัฐก็จะลดลง

การผลิตปิโตรเลียม โดยเฉพาะในแหล่งที่ไม่ได้อุดมสมบูรณ์อย่างของไทย ต้องลงทุนเพิ่มตลอดเวลา ไม่ใช่เพียงเปิดก๊อกแล้วปิโตรเลียมจะไหลต่อไปเรื่อยๆ

มีการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมในปี 2550 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแหล่งปิโตรเลียมในปัจจุบัน เพิ่มความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น กำหนดเรื่องการรื้อถอนเป็นครั้งแรก รวมทั้งปรับปรุงขั้นตอนการปฏิบัติราชการ ซึ่งคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เข้ามาช่วยดูตั้งแต่ปี 2547 มี 2 เรื่องที่ถูกตำหนิ...

การยกเลิกการจำกัดจำนวนแปลงสัมปทาน ในความเป็นจริงผู้ประกอบการตั้งบริษัทในเครือ (SPV) เพื่อถือครองสัมปทานกันเป็นธรรมดา แต่ละบริษัทถือไม่เกิน 45 แปลงโดยนิตินัย โดยพฤตินัยรัฐคุมเขาไม่ได้มานานแล้ว มีงานเอกสารและการอนุมัติที่ไม่จำเป็นมากมาย ที่สำคัญ สภาพแหล่งปิโตรเลียมของไทยเหลือน้อยลง ต้องดึงดูดเอกชนมาเสี่ยงลงทุน การลดความซับซ้อนทางนิติกรรมช่วยลดต้นทุนได้บ้าง Economy of scale และต้นทุนที่ลดจะช่วยลดราคาก๊าซปากหลุมได้

พ.ร.บ.ปี 2532 อนุญาตให้มีการลดหย่อนค่าภาคหลวงได้ 30% สำหรับแหล่งผลิตเก่าๆ ที่ใกล้จะหมด เพื่อจูงใจให้มีการผลิตขึ้นมามากที่สุดก่อนจะปิดหลุมพ.ร.บ. 2550 ยืดหยุ่นให้ลดหย่อนได้ถึง 90% เพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต ในทางปฏิบัติยังไม่เคยมีการให้การลดหย่อนใดๆ เลย

ในทางตรงกันข้าม แหล่งผลิตใหม่ๆ ที่ยังไม่มีกำไร แต่มีการผลิตแล้วจะต้องจ่ายค่าภาคหลวงโดยไม่ยกเว้น

ณ ปลายปี 2555 รวมสัมปทานรอบที่ 18 (ปี 2543) รอบ 19 (ปี 2548) และรอบ 20 (ปี 2550) เอกชนลงทุนไปแล้ว 104,157 ล้านบาท ผลประกอบการรวมขาดทุน 24,034 ล้านบาท แต่รัฐมีรายได้จากกลุ่มนี้รวม 38,007 ล้านบาท

ถ้าจะมีการลดหย่อนค่าภาคหลวงโดยไม่สมควร ผู้เกี่ยวข้องจะมีความผิดอาญา มาตรา 157 เพราะกฎหมายระบุเงื่อนไขที่รัดกุมมาก หากจะมีการลดหย่อนจริงในอัตราใดก็ตาม แม้ค่าภาคหลวงจะได้น้อยกว่าปกติ แต่การผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้รัฐเก็บ 50% จากกำไรได้ และประเทศไม่ต้องนำเข้า

ประเด็นอื่นๆ ที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน...

ค่าภาคหลวง Thailand III ซึ่งเป็นขั้นบันได 515% นั้น อัตราเฉลี่ยที่เก็บได้จริงต่ำกว่า 12.5% ของ Thailand I อันนี้ไม่แปลก เพราะพื้นที่ที่เหลืออยู่อุดมสมบูรณ์น้อยกว่า หากแหล่งเล็กๆ ต้องจ่าย 12.5% เอกชนก็จะไม่ลงทุนผลิต เมื่อไม่เกิดการผลิตรายได้รัฐจะ = 0 และประเทศจะต้องนำเข้า

โชคดีว่ามีแหล่งค่อนข้างใหญ่ (ทานตะวันและเบญจมาศ) ที่จ่ายค่าภาคหลวงขั้นสูงถึง 15% ทำให้ถัวเฉลี่ย Thailand III ออกมาได้ 12% (ถึง 2555) ที่พูดกันว่า 7% ไม่เป็นความจริง

ที่ผ่านมาแหล่งเล็กที่จ่ายค่าภาคหลวง 67% บางแหล่งก็มีการจ่าย SRB แหล่งละ 1,7002,500 ล้านบาท เช่น นาสนุ่นตะวันออกที่เพชรบูรณ์

ต่อประเด็นว่า พ.ร.บ.ปี 2532 ออกเมื่อน้ำมันดิบราคาเพียง 18 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันไปเกิน 100 แล้ว ทำให้ประเทศเสียโอกาส ความจริงรัฐได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เพราะค่าภาคหลวงคิดตามมูลค่าปิโตรเลียมที่จะเพิ่มขึ้น ถึงแม้อัตรายังขึ้นอยู่กับปริมาณผลิต ภาษีเงินได้ 50% ก็พลอยเพิ่มขึ้นไปด้วย อีกทั้ง SRB ก็มีโอกาสจะได้เก็บสูงขึ้น

จะเห็นว่า Thailand III สอดรับกับ “กฎบัตรทรัพยากรธรรมชาติ” (Natural Resource Charter) ทั้งข้อบัญญัติที่ 4 เพราะมีการประมูล และข้อบัญญัติที่ 3 เพราะมีความยืดหยุ่น สามารถดึงดูดการลงทุนที่จำเป็นในการสร้างประโยชน์เต็มที่จากทรัพยากรที่มีอยู่ โดยสัญญามีความมั่นคงแข็งแกร่งต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน

ต่อความเข้าใจว่าประเทศไทยไม่มี “ปริมาณสำรองของชาติ” เพราะระบบสัมปทานทำให้ปิโตรเลียมเป็นของเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ ความจริงถ้าเปิดดู พ.ร.บ.ปิโตรเลียม มาตรา 23 ระบุว่า “ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ...” ผู้รับสัมปทานมีหน้าที่ไปขุดหาและจำหน่ายโดยแบ่งผลประโยชน์ให้รัฐตามที่กำหนด ฉะนั้น ปริมาณสำรองย่อมเป็นของชาติทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัยเพราะอยู่ในแผ่นดินไทย

จะใช้ระบบสัมปทาน หรือ PSC ปิโตรเลียมใต้ดินก็เป็นปริมาณสำรองของประเทศเหมือนกัน ไม่อย่างนั้น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นอร์เวย์ หรืออังกฤษ ก็จะไม่มีปริมาณสำรองเลย เพราะใช้ระบบสัมปทานเหมือนไทย!

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69