ท้องที่กับท้องถิ่น
บางทีการเลิกม็อบที่ราชประสงค์อาจจะทำได้ง่ายๆ (โดยไม่ต้องไปลอบสังหารแกนนำ) ด้วยการแสดงความจริงใจของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหาของเขาถึงในท้องถิ่น โดยตั้งงบประมาณให้เขาไปชุมนุมขบคิดในเรื่องนี้มาจากบ้าน นอกจากรัฐบาลจะได้ผลงานแล้ว ยังได้ใจของชาวบ้านอีกด้วย
บางทีการเลิกม็อบที่ราชประสงค์อาจจะทำได้ง่ายๆ (โดยไม่ต้องไปลอบสังหารแกนนำ) ด้วยการแสดงความจริงใจของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหาของเขาถึงในท้องถิ่น โดยตั้งงบประมาณให้เขาไปชุมนุมขบคิดในเรื่องนี้มาจากบ้าน นอกจากรัฐบาลจะได้ผลงานแล้ว ยังได้ใจของชาวบ้านอีกด้วย
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
คงไม่มีใครคาดเดาถึงเหตุผลในพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ว่าทำไมพระองค์จึงให้มีการทดลองตั้ง “สุขาภิบาล” ขึ้นที่ท่าฉลอม ในขณะที่ได้พระราชทานบทบาทหน้าที่ให้แก่กำนันและผู้ใหญ่บ้าน เป็น “ผู้ช่วยเจ้าพนักงานปกครองท้องที่” เมื่อครั้งที่มีการปฏิรูปโครงสร้างของการปกครองและระบบราชการในรัชสมัยของพระองค์
นอกจากนี้ ยังมีข้อที่น่าคิดอีกว่า ในขณะที่พระองค์ต้องการจะสร้างระบบราชการให้แข็งแกร่งในแนวคิด “มณฑลเทศาภิบาล” อันเป็นการ “แบ่งพระราชอำนาจ” ให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์และเหล่าข้าราชการไปดูแลทุกข์สุขของราษฎรอย่างเข้าถึงทุกถิ่นที่ แต่ในอีกส่วนหนึ่งก็ทรงคิดที่จะ “กระจายอำนาจ” ให้แก่ราษฎรผ่านทางองค์กรปกครองท้องถิ่นอย่างสุขาภิบาลดังกล่าว
ในความเห็นของผู้เขียนคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นไปเพราะพระองค์ทรงมีพระราชวิสัยทัศน์อย่างล้นเหลือ หรือพูดแบบชาวบ้านได้ว่า “ทรงฉลาดล้ำและมองอนาคตได้ทะลุ”
หลายคนอาจจะบอกว่า ก็เพราะพระองค์ทรงมีประสบการณ์ได้ไปเห็นการปกครองแบบนี้ในต่างประเทศ แต่ถ้าท่านทราบประวัติศาสตร์ดีก็อาจจะต้องเปลี่ยนความคิดนี้เสีย เพราะความจริงนั้นเวลาที่พระองค์ท่านเสด็จต่างประเทศทั้งสองรอบ ก็ไม่ได้เน้นถึงการปกครองท้องถิ่นอย่างเฉพาะเจาะจง ที่สำคัญพระราโชบายในเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการนั้น ก็ทรงริเริ่มมาตั้งแต่ก่อนจะเสด็จต่างประเทศ และทรงทำต่อเนื่องจนสิ้นพระชนม์ชีพ
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยบรรยายเรื่องนี้ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ราวปี 2528 โดยมีสาระสำคัญ|ที่ผู้เขียนจำได้อย่างขึ้นใจว่า เป็นเพราะพระมหากษัตริย์อย่างพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมองเห็นความจริงใน “ตัวราษฎร” ว่าสามารถที่จะดูแลทุกข์สุขของกันและกันได้ ซึ่งก็คือการปกครองตนเองนั่นเอง
ถ้าจำไม่ผิดการบรรยายครั้งนั้นมีชื่อเรื่องว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย” ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เปลี่ยนบทบาทของพระมหากษัตริย์ จาก “เทวราช” อันสูงสุดเอื้อมที่คนทั้งหลายเข้าไม่ถึง มาเป็น “มนุษยราช” ที่สามารถเชื่อมโยงเข้าได้อย่างแนบแน่นกับราษฎรทั้งหลาย
ทั้งนี้ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ยังได้แซวคนไทยอีกด้วยว่า ด้วยความสนิทสนมระหว่างพระมหากษัตริย์กับคนไทยที่พัฒนามาแต่ครั้งนั้น คนไทยจึงสามารถนับญาติกับในหลวง (รัชกาลปัจจุบัน) ได้อย่างแพร่หลาย เช่น เรียกในหลวงว่า “พ่อ” หรือเรียกพระราชชนนี (แม่ของในหลวง) ว่า “สมเด็จย่า” ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พูดติดตลกว่า “คนไทยทุกวันนี้ทะลึ่งทำตน|เทียมเจ้า เป็นทูลกระหม่อม (ลูกของในหลวง) ไปทั้งประเทศ เพราะไปเรียกพระราชชนนีว่าสมเด็จย่า”
จากคำพูดของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงให้ความสำคัญแก่ราษฎรของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้ผู้เขียนเชื่อว่า พระราชปณิธาน (ความตั้งใจ) ที่จะมีการปกครองท้องถิ่นนี้เป็นการมองทะลุถึง 3 ชั้น
ชั้นแรก ทรงแยกเรื่องการปกครองท้องที่กับการปกครองท้องถิ่นไว้อย่างแนบเนียน คือทรงแสดงให้เห็นว่า นักปกครองท้องที่คือข้าราชการที่ทำงานต่างพระเนตรพระกรรณ จึงทรงจัดส่งไปจากส่วนกลาง แต่ก็ยังมีบุคลากรในท้องถิ่นช่วยเชื่อมประสาน โดยให้ทางราชการสามารถแต่งตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านมาเป็นผู้ช่วยดังกล่าว
ชั้นต่อมา ทรงวางแนวของการกระจายอำนาจให้เป็นแบบอย่างไว้ในการปกครองแบบสุขาภิบาลนั้นว่า แม้ในระยะแรกจะมีข้าราชการคอยกำกับ แต่ต่อไปข้าราชการจะต้องปล่อยให้ราษฎรเข้ามามีบทบาทด้วยตนเองให้มากขึ้น นอกจากนี้ยังทรงมีพระราโชบายเรื่องเทศบาลไว้พร้อมแล้ว อย่างที่ทรงจะให้มีขึ้นในพระนคร จึงเป็นการตอกย้ำถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่เรื่องการปกครองท้องถิ่น และการกระจายอำนาจทางการปกครองไปสู่มือของราษฎร
ชั้นสุดท้าย ทรงมองไปข้างหน้าถึงการปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะรากฐานของระบอบประชาธิปไตยนี้ก็คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน ที่พร้อมด้วยความฉลาดและความกระตือรือร้น การปกครองท้องถิ่นนี่เองจะเป็นเวทีเพื่อการฝึกหัดประชาธิปไตย และนำไปสู่การปกครองแบบใหม่ ที่เรียกในสมัยรัชกาลที่ 5 ว่า “คอนสติติวชัน โมนากี” ซึ่งก็คือการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้นี่เอง
ในขณะนี้ ขณะที่รัฐบาลกำลังจะทำการปฏิรูปประเทศ จึงน่าที่จะต้องคิดถึงการปฏิรูปการปกครองท้องที่กับท้องถิ่นควบคู่กันไปด้วย ซึ่งปัญหาของการปกครองท้องที่และท้องถิ่นนั้นมีอยู่อย่างมากมาย ถ้ารัฐบาลสนใจก็ลองเปิดพื้นที่ให้ผู้รู้ผู้เล่นในเรื่องนี้ รวมถึงผู้บริหารและประชาชนในท้องถิ่นทั้งหลายนั้น มาช่วยสร้างสติปัญญาให้บ้างก็ได้
ทราบว่านายกฯ อภิสิทธิ์ได้มอบหมายให้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. และปัจจุบันคือที่ปรึกษานายกฯ มาช่วยดำเนินการเรื่องการจัดสมัชชาปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ ซึ่งก็ได้เริ่มต้นไปบ้างแล้ว (ทั้งยังให้งบประมาณมากถึง 10 ล้านบาท) จึงหวังว่าคนที่มาจากการปกครองท้องถิ่นจะเห็นความสำคัญของท้องถิ่นนี้บ้าง
สมัยหนึ่งรัฐบาลของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นำนโยบายเงินผันออกมาใช้ ในหลักการก็จะเน้นเรื่องผลได้ทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ คือต้องการหารายได้ให้แก่คนในชนบทในยามหน้าแล้ง ซึ่งคนในท้องถิ่นมักจะอพยพเข้ามาทำงานในเมืองโดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ และได้สร้างปัญหาต่างๆ มากมาย การเอาเงินผันไปจ้างแรงงานในท้องถิ่นจึงช่วยให้คนอยู่ติดที่ติดทางและรักท้องถิ่น
อนึ่ง ในสมัยนั้นมีปัญหาเรื่องการก่อการร้ายอยู่ในหลายพื้นที่ พอเงินผันออกไปปัญหานี้ก็เบาบางลงไปได้มาก เพราะพวกคอมมิวนิสต์จะโจมตีเสมอว่า ที่ประชาชนยากจนอย่างนี้เพราะถูกข้าราชการกดขี่และรัฐบาลไม่เหลียวแล แต่เงินผันได้ทำให้ประชาชนมองรัฐบาลดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้สภาตำบลที่ตั้งไว้ตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีงานทำ ที่สุดก็เข้มแข็งจนสามารถตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ได้ในปี 2537
บางทีการเลิกม็อบที่ราชประสงค์อาจจะทำได้ง่ายๆ (โดยไม่ต้องไปลอบสังหารแกนนำ) ด้วยการแสดงความจริงใจของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหาของเขาถึงในท้องถิ่น โดยตั้งงบประมาณให้เขาไปชุมนุมขบคิดในเรื่องนี้มาจากบ้าน นอกจากรัฐบาลจะได้ผลงานแล้ว ยังได้ใจของชาวบ้านอีกด้วย
รักดอกจึงบอกให้นะน้องอภิสิทธิ์และน้องอภิรักษ์!


