
เมษาฯระอุ2ม็อบพร้อมแตกหัก
ผ่านไปแล้วกับการชุมนุมใหญ่อีกวันของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ผ่านไปแล้วกับการชุมนุมใหญ่อีกวันของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เมื่อวันที่ 29 มี.ค.
ตลอดการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาอาจจะมีเหตุการณ์ป่วนบ้างเป็นระยะแต่โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จากเดิมที่หลายฝ่ายให้ความเป็นห่วงว่าจะเกิดความรุนแรงซ้ำรอยและกระทบต่อการเลือกตั้ง สว.
ในเชิงปริมาณของคนที่มาร่วมชุมนุม ด้านหนึ่งอาจดูไม่มากเท่ากับเมื่อการนัดชุมนุมใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ต้องถือว่าการระดมพลกันเมื่อวันที่ 29 มี.ค.ท่ามกลางอากาศร้อนเฉียดๆ 40 องศาเซลเซียส ประสบความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญอยู่ไม่น้อย
นัยสำคัญที่ว่านั้น คือ บารมีของ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.
ไม่ต้องลืมว่าก่อนหน้านี้ กปปส.อยู่ในช่วงชะลอการเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล หลังจากก่อนหน้านี้เพิ่งใช้ทรัพยากรจำนวนมากหมดไปกับการต่อต้านการเลือกตั้ง สส. และภารกิจชัตดาวน์กรุงเทพฯ ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว
นับจากนั้น กปปส.ก็เลือกเคลื่อนไหวในลักษณะ “การตั้งรับและสวนกลับ” มากกว่า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะเล็งเห็นแล้วว่าการกดดันรัฐบาลที่ผ่านมาไม่สามารถทำให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ลาออกจากตำแหน่งได้ ยิ่งไปกว่านั้น การปิดถนนในจุดสำคัญของกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้เสียแนวร่วมไปพอสมควร จึงทำให้ กปปส.ต้องถอยกลับมาตั้งหลักใหม่เพื่อหายุทธศาสตร์เดินหน้ากดดันต่อไป
ตรงนี้ที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา ว่า กปปส.อยู่ในช่วงขาลง จึงมีความจำเป็นที่แกนนำ กปปส.ต้องสร้างกิจกรรมเพื่อให้มวลชนได้เคลื่อนไหวและเช็กจำนวนมวลชน จนมาลงเอยกับการเดินขบวนเมื่อวันที่ 29 มี.ค.
โดยภาพรวมของเดินขบวนที่เพิ่งผ่านไป ต้องยอมรับว่ากระแสตอบรับของ กปปส.ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ดังจะเห็นได้จากมีตัวแทนจากหลายวิชาชีพและหลากองค์กรเข้าร่วมขบวน ซึ่งสุเทพก็ใช้จังหวะนี้ประกาศเตรียมเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้ง โดยเฉพาะการประกาศขัดขวางเลือกตั้ง สส.ที่กำลังจะมีขึ้นอีกครั้ง
“การรวมตัวในวันนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าหากมีการจัดการเลือกตั้งอีก ในครั้งหน้าแม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างแน่นอน รวมถึงจังหวัดต่างๆ ดังนั้น จึงหมายความว่าจะมีอีกหลายจังหวัดที่จะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ หากยังดื้อดึงจัดการเลือกตั้งกันอีก
ภายในเดือน เม.ย. เราจะนำยิ่งลักษณ์ จะมีการชุมนุมใหญ่อีกเพียงหนสองหนเท่านั้น ทุกอย่างจะจบลงอย่างแน่นอน ตั้งแต่ในวันพรุ่งนี้จะมีการยกระดับเพื่อเผด็จศึกให้เร็วที่สุด” ท่าทีจากเลขาธิการ กปปส.เมื่อวันที่ 29 มี.ค.
การเตรียมระดมคนอีกสองครั้งในช่วงเดือน เม.ย. มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการใช้คดีที่อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ มาขยายผลเพื่อเพิ่มแรงกดดันรัฐบาล ซึ่ง ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญมีปฏิทินที่จะดำเนินการตลอดช่วงเดือน เม.ย.
คดีจำนำข้าว ป.ป.ช.ขีดเส้นให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เข้าชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ในวันที่ 31 มี.ค. ไม่ว่าจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือวาจา จากนั้น ป.ป.ช.จะต้องมาพิจารณาต่อไปว่าจำเป็นต้องไต่สวนบุคคลใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ถ้า ป.ป.ช.เห็นว่าไม่มีความจำเป็นก็อาจดำเนินการลงมติว่าจะชี้มูลความผิดหรือไม่ได้ทันทีช่วงเดือน เม.ย. ขึ้นอยู่กับว่าจะก่อนหรือหลังเทศกาลสงกรานต์
คดีสถานภาพยิ่งลักษณ์ เป็นคดีที่ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” สว.สรรหา และคณะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคุณสมบัติเป็นนายกฯ ของยิ่งลักษณ์หรือไม่ จากกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่าการโยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นแห่งชาติ (สมช.) ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 268 โดยศาลเตรียมนัดประชุมในวันที่ 2 เม.ย.ว่าจะรับคำร้องหรือไม่ หากรับไว้พิจารณาจะเข้าขั้นตอนที่ศาลจะนัดให้ยิ่งลักษณ์และไพบูลย์รวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงต่อไป
ทุกคดีล้วนมีผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลอย่างยิ่ง กล่าวคือ ถ้านายกฯ ต้องหลุดจากตำแหน่งด้วยอำนาจของ ป.ป.ช.หรือศาลรัฐธรรมนูญเมื่อไหร่ ทาง กปปส.จะใช้จังหวะนี้เคลื่อนไหวกดดันไม่ให้คณะรัฐมนตรีตั้งรองนายกฯ ขึ้นมาเป็นนายกฯ ชั่วคราว เพื่อให้โอกาสตั้งนายกฯ มาตรา 7 มีความเป็นไปได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการชุมนุมของ กปปส.อีก 2 ครั้งในเดือน เม.ย.จะช่วยให้ตัวเองบรรลุเป้าหมายแห่งชัยชนะได้อย่างที่หวัง เนื่องจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เตรียมนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 5 เม.ย. เพื่อปกป้องรัฐบาล
การชุมนุมรอบนี้ของ นปช.นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะจะเป็นการนำการชุมนุมครั้งแรกของ “จตุพร พรหมพันธุ์” ในฐานะประธาน นปช.เป็นครั้งแรก ทำให้ประธาน นปช.คนใหม่ต้องแสดงพลังและบารมีออกมาเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับมวลชนในการปกป้องรัฐบาลให้สามารถเดินไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ดังนั้น จากความเคลื่อนไหวของ กปปส. นปช. ผนวกกับอนาคตของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่กำลังอยู่ในช่วงง่อนแง่น สถานการณ์นับจากนี้ไปคงหนีไม่พ้นความรุนแรง เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น







