
เลือกตั้ง 2 ก.พ.ใครจะรับผิดชอบ
การจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีว่า มี 28 หน่วยเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัคร (ภาษาทางกฎหมาย) หรือที่คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา ตัวเต็งว่าที่นายกรัฐมนตรี พูดว่า มีผู้สมัครแต่สมัครไม่ได้ ถ้าใครอยากรู้ว่าผลมันต่างกันอย่างไร คงต้องไปถามท่านดูครับ
การจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีว่า มี 28 หน่วยเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัคร (ภาษาทางกฎหมาย) หรือที่คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา ตัวเต็งว่าที่นายกรัฐมนตรี พูดว่า มีผู้สมัครแต่สมัครไม่ได้ ถ้าใครอยากรู้ว่าผลมันต่างกันอย่างไร คงต้องไปถามท่านดูครับ
เรื่องนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า การที่ไม่ได้จัดให้มีการเลือกตั้งวันเดียวกันนี้ ชอบดัวยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในขณะเดียวกัน กกต.ก็ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเรื่องการจัดเลือกตั้ง 28 เขตที่เหลือจะดำเนินการได้หรือไม่อย่างไร ข้อกฎหมายของเรื่องนี้ คือรัฐธรรมนูญมาตรา 180 วรรคสอง และ 245(1)
มาตรา 108 วรรคสอง “การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวัน แต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎร และวันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร”
มาตรา 245 “ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองได้ เมื่อเห็นว่ามีกรณีดังต่อไปนี้
(1) บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ”
ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ คือ วันที่ 2 ก.พ. ที่รัฐบาลออกกฤษฎีกากำหนดให้เป็นวันเลือกตั้งทั่วไปนั้น มี 28 เขตที่ไม่ได้ทำการเลือกตั้ง เพราะไม่มีผู้สมัคร (ตามกฎหมาย) สาเหตุก็เนื่องมาจากมีผู้ชุมนุมไปปิดล้อม ขัดขวางไม่ให้มีการรับสมัคร และวันเลือกตั้งบางเขตก็ถูกขวางไม่ให้ลงคะแนนเสียงวันที่ 2 ก.พ.
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มีความชัดเจนว่า ต้องการให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ที่กฎหมายใช้คำว่า บริสุทธิ์และเที่ยงธรรมเพราะหากจัดคนละวัน ผู้ที่ลงคะแนนเสียงภายหลังจะทราบผลการลงคะแนนของผู้ที่ลงคะแนนก่อน คะแนนเสียงที่ได้ก็จะไม่บริสุทธิ์ เพราะจะมีอิทธิพลจากคะแนนเสียงที่ลงไปก่อนหน้าแล้ว
คงเป็นประเภท ชอบเลือกข้างคนชนะ
รัฐบาลบอกว่า การรับสมัครไม่ได้ก็ดี การลงคะแนนเสียงไม่ได้ก็ดี เป็นความผิดของผู้ชุมนุม ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล กกต.ก็บอกว่า เสนอความเห็นให้รัฐบาลพิจารณาแล้วว่า การเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์เช่นนี้จะเกิดปัญหา ขอให้เลื่อนการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลไม่ยอม
ประเด็นความผิดของใครผมอยากจะยกตัวอย่างง่ายๆ ให้พิจารณากันดังนี้ครับ
ถ้ามีกลุ่มคน 5 คนไปยืนขัดขวางห้ามไม่ให้คนมาสมัครรับเลือกตั้ง ผู้เกี่ยวข้องจะทำอย่างไร
ประเด็นแรก กลุ่มคนนี้ทำผิดกฎหมายแน่นอน แม้จะอ้างว่าใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตก็ตาม เพราะแม้มีสิทธิไม่เห็นด้วย แต่ไม่มีสิทธิไปขัดขวางบุคคลอื่นที่จะใช้สิทธิไปในทางที่ไม่เห็นด้วยกับตนเอง แต่ถ้าเขาถือป้ายด้านหน้า โดยไม่ได้ขัดขวางการรับสมัครรับเลือกตั้ง คนที่ประสงค์จะสมัครยังเข้าไปสมัครได้ อย่างนี้ก็เป็นการใช้สิทธิภายในขอบเขต ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด
ประเด็นที่สอง เมื่อมีการทำผิดกฎหมายโดยขัดขวางไม่ให้มีการใช้สิทธิรับสมัครเลือกตั้งจะต้องดำเนินการอย่างไร คำตอบก็คือ กกต.ต้องร่วมกับรัฐบาลจัดการตามกฎหมายไม่ให้คนเหล่านั้นขัดขวางการใช้สิทธิของบุคคลอื่น ถ้ามีคน 5 คนตามตัวอย่าง ตำรวจเขาก็นำกำลังไปจับกุมได้สบายๆ ปัญหาก็ไม่เกิด
แต่ที่เกิดปัญหาเพราะมีผู้ชุมนุมจำนวนมาก ก็ต้องถามว่า คน 5 คนขัดขวางเป็นการทำผิดกฎหมาย แล้วคน 10, 100, 1 หมื่น 1 แสน หรือ 1 ล้าน ขัดขวาง เป็นการทำผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าทำผิดกฎหมาย คำตอบคงชัดว่า เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ ต้องเข้าไปจัดการ ไม่ให้เกิดการขัดขวาง
แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่กล้าเข้าไปดำเนินการเพราะคนมาก ก็ต้องถามว่าเป็นความผิดใคร
ประเด็นที่สาม ถ้ามีปัญหามวลชนที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงจะทำอย่างไร เพราะพื้นที่อื่น เขตอื่น เขารับสมัครกันได้ ก็จะต้องพิจารณาว่า ระหว่างความเป็นธรรมที่ต้องให้การเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศกับการเลื่อนการเลือกตั้ง อย่างไหนจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน ทางออกก็มีอยู่แล้วตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ คือให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้ ไม่ผิดกฎหมาย
แต่รัฐบาลไม่ยอมทำ ทั้งๆ ที่ กกต.พยายามเสนอแนวทางการเลื่อนการเลือกตั้ง
มาถึงตรงนี้ คงพอมองเห็นได้แล้วว่า ใครจะต้องรับผิดชอบ ใครที่มีหน้าที่แล้วไม่ทำ ส่วนคนขัดขวางนั้น เป็นการกระทำผิดอยู่แล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องถูกดำเนินคดี
ประเด็นที่รัฐบาลและเนติบริกรพยายามอธิบายก็คือ ก็เหตุมากมายที่ไม่สามารถเลือกตั้งวันเดียวกันได้ เช่น การให้ใบแดง ใบเหลือง กรณีมีเหตุจำเป็นที่ต้องเลื่อน
ก็ถูกตามที่รัฐบาลอธิบาย แต่อธิบายไม่หมด กรณีต่างๆ เหล่านั้น เป็นข้อยกเว้นจากหลักทั่วไป ซึ่งต้องตีความโดยเคร่งครัด และทุกกรณีมีกฎหมายบัญญัติไว้ทั้งนั้น เช่น
กรณีใบแดง ที่ให้มีการเลือกตั้งใหม่ไม่ตรงกับวันเลือกตั้งในกฤษฎีกานั้น เพราะกฎหมายกำหนดให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 111
หรือกรณีมีเหตุจราจลหรือภัยพิบัติ ตามมาตรา 78 กรณีมีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้คะแนนไม่ถึง 20% หรือน้อยกว่าคะแนน Vote no ตามมาตรา 88 หรือกรณีการให้ใบเหลืองใบแดงของ กกต.เอง ตามมาตรา 108 ทุกกรณีที่มีการเลือกตั้งวันอื่นที่ไม่ใช่วันที่ประกาศในกฤษฎีกา ล้วนแต่มีกฎหมายบัญญัติไว้ทั้งนั้น เนื่องจากเป็นการยกเว้นหลักทั่วไปจึงต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ชัดเจน
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. เห็นได้ชัดว่า ไม่ได้กระทำพร้อมกันทั่วประเทศและไม่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่า หากมีผู้ชุมนุมขัดขวางแล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ต้องรักษาความสงบเรียบร้อย หากไม่สามารถทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ ก็ควรออกไปให้คนอื่นที่เขาทำได้เข้ามาทำแทน
ถึงตรงนี้ คงพอให้คำตอบได้ว่า ใครจะต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น







