posttoday
คลังมุขแป้ก...ใช้แบงก์รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ

คลังมุขแป้ก...ใช้แบงก์รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ

31 มีนาคม 2557

อาการขาดดุลงบประมาณ 5 เดือนแรกของปี 2557 มหาศาลถึง 5 แสนล้านบาท สะท้อนอาการใช้เกินตัว ชักหน้าไม่ถึงหลังของรัฐบาล

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

อาการขาดดุลงบประมาณ 5 เดือนแรกของปี 2557 มหาศาลถึง 5 แสนล้านบาท สะท้อนอาการใช้เกินตัว ชักหน้าไม่ถึงหลังของรัฐบาล ทำให้คลังไม่มีแรงจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ชั่วคราว ความหวังที่จะทำให้เงินฉีดออกไปในระบบ โดยใช้เงินงบประมาณจึงเป็นเรื่องยาก

ยิ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคลัง จำต้องยอมรับว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้เหลือแค่ 2.6% การจะหวังจัดเก็บภาษีให้ได้มาก เพื่อนำเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจก็เป็นไปได้ลำบาก ฉะนั้น คลังจึงหันมาใช้มุขเดิมคือ ใช้เงินนอกงบประมาณด้วยการใช้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐปล่อยกู้ให้มากขึ้น เพื่อให้เงินหมุนไม่ให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก

ยิ่งสถานการณ์การเมืองไม่ชัดเจนว่าจะจบแบบไหน ผนวกกับภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยยิ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ จนยอดปล่อยกู้ทั้งระบบต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ทำให้ภาระหนักตกอยู่ที่แบงก์รัฐ ที่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยลูกหนี้กลุ่มที่ได้รับการปฏิเสธจากธนาคารพาณิชย์ด้วย นอกเหนือจากการดูแลลูกค้าตัวเองไม่ให้เป็นหนี้เสีย

สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. กล่าวว่า ได้เรียกประชุมผู้บริหารแบงก์รัฐให้เร่งปล่อยสินเชื่อในกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและคนที่กู้ซื้อบ้าน และแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวลง แต่ สศค.ยังคงเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อทั้งระบบของแบงก์รัฐทั้งปีนี้ไว้ที่ 1.3 ล้านล้านบาท โดยสินเชื่อหลัก 80-90% หรือกว่า 1 ล้านล้านบาท จะเป็นการปล่อยกู้จากธนาคารรัฐ 2 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เหลือเป็นการปล่อยสินเชื่อของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์)

สิ่งที่ สศค.เป็นห่วงและติดตามอย่างใกล้ชิดคือความสามารถชำระหนี้ของลูกหนี้รายย่อยและธุรกิจเอสเอ็มอี แม้ว่าตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนจะไม่มีสัญญาณเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขการชำระหนี้ล่าช้าหรือผิดนัดชำระหนี้ในระยะ 12 เดือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากผิดนัดชำระหนี้ไปถึง 3 เดือนเมื่อไรก็จะกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล จะทำให้ตัวเลขหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี อุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนแบงก์รัฐตอนนี้ นอกจากเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และแนวโน้มหนี้เสียที่กำลังเพิ่มสูง คือ “ขาดหัวเรือใหญ่” เพราะขณะนี้มีแบงก์รัฐถึง 3 แห่งที่ยังไม่มีกรรมการผู้จัดการ

เริ่มจากธนาคารออมสินที่ วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ตัดสินใจยื่นใบลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ประชาชนแห่ถอนเงินจากธนาคารแสนล้านบาท

หลังมีข่าวว่าธนาคารออมสินปล่อยกู้อินเตอร์แบงก์ให้ ธ.ก.ส. 5,000 ล้านบาท เพื่อนำไปอุ้มโครงการจำนำข้าว กว่าจะได้ผู้อำนวยการคนใหม่ก็คงต้องรอให้ได้รัฐบาลใหม่เข้ามาทำงานเสียก่อน เพราะตำแหน่งนี้จะต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทำให้แผนการปล่อยสินเชื่อสะดุด ทั้งสินเชื่อปกติและการออกโครงการใหม่ๆ ก็คงต้องพับแผนไป

ด้านเอสเอ็มอีแบงก์ก็มีปัญหาไม่จบไม่สิ้น ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการก็มีมติสั่งปลด มนูญรัตน์ เลิศโกมลสุข ออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ มีผลไปเมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้การปล่อยสินเชื่อที่กำลังตั้งไข่มีอันต้องล้มครืนไป เช่น การสำรวจผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง เพื่อปล่อยกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องก็ยังปล่อยกู้ใครไม่ได้ ประกอบกับปัจจุบันธนาคารมีปัญหาสภาพคล่อง ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อรายใหม่ได้ ทำได้แต่เพียงการดูแลลูกค้ารายเก่าไม่ให้ตกชั้น และการเร่งแก้หนี้เสียที่มีอยู่กว่า 3 หมื่นล้านบาท ไม่ให้พอกพูนไปกว่านี้

ด้านไอแบงก์เดินหน้ากระบวนการสรรหาแล้ว คาดว่าจะได้กรรมการผู้จัดการคนใหม่กลางปีนี้ ส่วนการปล่อยสินเชื่อไม่ได้ตามเป้า เพราะลูกค้ายังไม่กล้าลงทุน ส่วนลูกค้าเก่าก็ชะลอแผนลงทุนเพิ่มไปก่อน

ด้าน รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง อยากให้การสรรหาเอ็มดีแบงก์รัฐทั้ง 3 แห่งมีความคืบหน้าโดยเร็วภายใน 1-2 เดือนนี้

ส่วนสถานการณ์ของ ธ.ก.ส.ที่เจอมรสุมจำนำข้าวถล่ม ยังไม่สามารถเบิกจ่ายเงินให้ชาวนาได้อีกเป็นแสนล้าน ผลที่ตามมาคือเมื่อชาวนาไม่มีเงินไปลงทุนใหม่ ทำให้มีทั้งคนที่เข้ามากู้เพื่อนำไปใช้อุปโภคบริโภคประทังชีวิตรอเงินจำนำข้าวมากขึ้น แต่ในแง่การกู้เพื่อเป็นเงินลงทุนปลูกข้าวใหม่ก็น้อยลงไปโดยปริยาย

ด้าน ธอส. ปีนี้ต้องเร่งออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ลดดอกเบี้ยล่อใจให้คนกู้ซื้อบ้าน เพราะคาดว่าปีนี้กำลังซื้อตกแน่ หลังคนแห่ซื้อรถคันแรกจนเครดิตเต็มไม่สามารถกู้ซื้อบ้านต่อได้

ขณะที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ ก็ออกตัวแรงขอเป็นส่วนเสริมให้แบงก์พาณิชย์ จะเน้นการปล่อยกู้สินเชื่อโครงการระหว่างประเทศและช่วยเอสเอ็มอีผู้ส่งออกเป็นหลัก จะเห็นว่าจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอ เมื่อมีปัญหาการเมืองเข้ามาเป็นแรงหนุน ยิ่งทำให้กำลังซื้อของคนลดลง เพราะคนเริ่มประหยัดไม่กล้าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่กล้าลงทุนใหม่

ขณะที่แบงก์รัฐเองก็ต้องระมัดระวังเรื่องการปล่อยกู้เป็นหนี้เสีย ทำให้การอนุมัติสินเชื่อก็ไม่ได้เข้มงวดน้อยไปกว่าแบงก์พาณิชย์ หรือบางกรณีอาจจะเข้มงวดมากกว่า

ประกอบกับที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้แต่เงื้อง่า แต่ยังไม่เคยเข้าไปคลุกกับปัญหาแบบจริงๆ จังๆ ทั้งเรื่องการสั่งการให้เร่งสรรหาเอ็มดีมาบัญชาการ และยังปล่อยปละละเลยให้ธนาคารบางแห่งทั้งๆ ที่รู้ว่าภายในมีความขัดแย้งกันสูง มีการแต่งตั้งโยกย้ายเปลี่ยนคนบ่อยๆ จนงานไม่เดิน ทำให้ความหวังของกระทรวงการคลังที่ต้องการให้แบงก์รัฐ เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะพระเอกในการอัดเงินสินเชื่อกว่า 1.3 ล้านล้านบาท เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้นดูจะยากลำบากเหลือเกิน เพราะลำพังตัวแบงก์รัฐเองยังจะประคองตัวเองก็ลำบากท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้

เมื่อความพยายามจะใช้แบงก์รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นกระสุนด้าน สุดท้ายคลังจะกลับไปหานโยบายการเงิน อีกไม่นานจะเห็นภาพวิวาทะของคลังและ ธปท. ในเรื่องของนโยบายดอกเบี้ย ที่คลังอยากให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอีก แต่ ธปท.ไม่แน่ใจว่าลดดอกเบี้ยแล้วเศรษฐกิจจะดีจริง

ข่าวล่าสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด