
สภาทาสคืนชีพจับตาศึกชิงประธานวุฒิฯ
ถ้ามีวุฒิสภาแล้วในอนาคตไม่สามารถคัดค้าน หรือกลั่นกรองเรื่องสำคัญอะไรได้ ก็ไม่ควรจะมีวุฒิสภาอีกต่อไป
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เปิดตัวกันออกมาอย่างไม่เป็นทางการแล้ว สำหรับว่าที่ สว.จำนวน 77 คน จากทั้งหมด 77 จังหวัด โดย สว.เลือกตั้งชุดนี้ถือเป็นชุดที่ 2 นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ประกาศบังคับใช้
ทั้งนี้ ในภาพรวมของว่าที่ สว.ที่เตรียมเดินทางเข้าสู่สภาในอีกไม่กี่วันนี้นั้น ส่วนมากมีสายสัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งโครงสร้างของวุฒิสภาที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ทำให้ต้องจับตาการเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่ และ การถอดถอนบุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กำลังจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้เป็นพิเศษ
โดยการเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่จะเป็นการชิงชัยกันระหว่าง สว.เลือกตั้ง กับ สว.สรรหา ซึ่งในกลุ่ม สว.สรรหาเตรียมจะทวงเก้าอี้นี้คืนมาอีกครั้ง เพื่อเป็นการทิ้งทวนก่อนจะหมดวาระในอีก 3 ปีข้างหน้า
ส่วนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คิวแรกจะเป็นของ “นิคม ไวยรัชพานิช” ประธานวุฒิสภา จากคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว. และอาจจะต่อด้วย “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” อดีตประธานรัฐสภา ในคดีเดียวกัน รวมไปถึง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในคดีจำนำข้าว
ตวง อันทะไชย สว.สรรหา มีความเห็นสอดคล้องกันว่า เมื่อปี 2551 พรรคการเมืองยังไม่ได้ส่งคนของตัวเองเข้ามาเป็น สว.มากนัก มีแต่เข้าไปล็อบบี้เวลาวุฒิสภาจะต้องโหวตเรื่องสำคัญเท่านั้น แต่ปัจจุบันปรากฏว่าได้เกิดรูปแบบที่พรรคการเมืองส่งคนของตัวเองเข้ามาเป็น สว. ทำให้เกิดปัญหาว่าคนเหล่านี้จะมีความเป็นกลางสมกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่
“ถ้ามีวุฒิสภาแล้วในอนาคตไม่สามารถคัดค้าน หรือกลั่นกรองเรื่องสำคัญอะไรได้ ก็ไม่ควรจะมีวุฒิสภาอีกต่อไป” ตวง กล่าว
ตวงวิเคราะห์ถึงการเลือกประธานวุฒิสภา ว่า จะเป็นการชิงตำแหน่งที่เข้มข้นมากที่สุด เพราะหากคนของฝ่ายการเมืองเข้ามาเป็นประธานวุฒิสภาได้ จะสามารถเข้ามาคุมเกมการพิจารณาถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งได้ แน่นอนว่าคนของฝ่ายการเมืองจะต้องปกป้องคนของฝ่ายการเมืองด้วยกันเอง ซึ่งเสียง สว.ที่จะต้องใช้สำหรับการถอดถอนบุคคลนั้นจะต้องมีไม่น้อยกว่า 90 เสียง
คำนูณ สิทธิสมาน สว.สรรหา มองว่า ในอนาคตนอกจากจะมีการถอดถอนแล้วยังมีเรื่องการแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระด้วย เพราะกรรมการในองค์กรอิสระหลายคนกำลังจะหมดวาระในเร็วๆ นี้ ดังนั้น ส่วนตัวจึงมีความกังวลต่อการใช้ดุลยพินิจต่อเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมากว่าจะมีความเป็นกลางหรือไม่
ขณะที่ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง สว.เลือกตั้งจนมี สว.ครบ 90% เมื่อไหร่ ก็สามารถใช้โอกาสที่วุฒิสภาจะต้องเปิดประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องการถอดถอนดำเนินการปฏิญาณตนเพื่อเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการได้
อำนาจวุฒิสภา
อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 จำแนกหลักๆมีดังนี้
1.การกลั่นกรองกฎหมาย สว.สามารถแก้ไขร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ เพื่อให้การออกกฎหมายเป็นไปด้วยความรอบคอบ รัดกุม และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
2.การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี หรือตั้งคณะกรรมาธิการไปศึกษางานด้านต่างๆ ให้มีการตรวจสอบฝ่ายบริหาร เพื่อให้มีข้อสังเกต คำแนะนำ และกระตุ้นเตือนรัฐบาล รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจของรัฐบาล
3.การเลือกแต่งตั้งให้คำแนะนำ หรือให้ความเห็นชอบ บุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นต้น
4.การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ทั้งระดับสูงทั้งด้านบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ







