
'ขยะ' ภูเขาปัญหาที่รอวันปะทุรอบใหม่
"ขยะ" ภูเขาปัญหาที่รอวันปะทุรอบใหม่และแล้ว ความสนใจในเรื่องปัญหาขยะ
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน / ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช
"ขยะ" ภูเขาปัญหาที่รอวันปะทุรอบใหม่และแล้ว ความสนใจในเรื่องปัญหาขยะ หนึ่งในตัวการสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อม ก็จะเริ่มจางหายไปจากความสนใจ พร้อมๆ กับควันจากเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะ 150 ไร่ ในซอยแพรกษา 8 นิคมอุตสาหกรรมบางปู สมุทรปราการ ที่จางลง ขณะที่ปัญหาเรื่องขยะซึ่งจะยังมีอยู่ต่อไป และนับว่ายิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่คู่กับสังคมบริโภค ที่ยังขาดการจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง
จะว่าไป ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ให้บทเรียนสำคัญ กับสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมาช้านาน
กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) สรุปปริมาณขยะว่า ปีที่ผ่านมา ทั่วประเทศมีปริมาณถึง 26.77 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ถึง 2 ล้านตัน เป็นปริมาณขยะสะสมสูงถึง 19.9 ล้านตัน ซึ่งเทียบให้เห็นภาพที่ชัดยิ่งขึ้นไปอีก คือเท่ากับการนำตึกใบหยกสองจำนวน 139 ตึกมาเรียงต่อกัน
จากจำนวนทั้งหมด มีปริมาณขยะมูลฝอยกำจัดแบบถูกต้องจำนวน 7.2 ล้านตัน หรือเพียง 27% กำจัดแบบไม่ถูกต้อง 6.9 ล้านตัน หรือ 26% มีปริมาณขยะตกค้างในพื้นที่ 7.6 ล้านตัน หรือ 28% และขยะที่ถูกดึงนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ 5.1 ล้านตัน หรือ 19%
ใครที่เคยผ่านไปผ่านมายังแหล่งทิ้งขยะ ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง กลิ่นที่ตลบอบอวลกินอาณาบริเวณกว้างไกล และภาพของกองสารพัดขยะที่สูงจนถูกมองได้ว่าเป็นภูเขาไฟแห่งปัญหาที่รอวันปะทุรอบใหม่ ย่อมสะท้อนปัญหาจากข้อมูลที่กล่าวมาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ความพยายามในการลดปริมาณการเกิดขยะ กำลังกลายเป็นความล้มเหลว เมื่อมองจากอัตราการผลิตขยะต่อคน (ประมาณ 60 ล้านคน) ต่อวันในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา ยังคงมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบัน เพิ่มเป็น 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับ ปี 2551 ที่มีค่าเฉลี่ย 1.03 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน
แม้ปริมาณขยะจะพัฒนาขึ้น แต่วิธีกำจัดก็ไม่ได้ถูกพัฒนาตามไปด้วย การกำจัดขยะมูลฝอยในช่วงที่ผ่านมา ยังคงดำเนินการในรูปแบบที่ขาดการจัดการที่ยั่งยืน โดยหลังจากถูกเก็บรวบรวมไปจากครัวเรือน แม้บางบ้าน หรือหน่วยงานใด จะมีการแยกประเภทขยะ ออกไปตามเกณฑ์การจัดการ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น 1.ขยะย่อยสลาย หรือขยะที่เน่าเสียและย่อยสลายได้เร็ว สามารถนำมาหมักปุ๋ยได้ เช่น เศษอาหาร ใบไม้ เศษเนื้อสัตว์ เป็นต้น 2.ขยะรีไซเคิล หรือมูลฝอยที่ยังใช้ได้หรือวัสดุเหลือใช้ ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้ เช่น แก้ว กระดาษ กระป๋อง เป็นต้น 3.ขยะทั่วไป หรือมูลฝอยทั่วไป คือ ขยะประเภทย่อยสลายยาก และไม่คุ้มค่าสำหรับการนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น ถุงพลาสติก และ 4.ขยะอันตราย หรือวัตถุมีพิษ วัตถุเคมีที่ปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อมได้
แต่การแยกจากต้นทางก็เปล่าประโยชน์ หากปลายทาง หรือวิธีการกำจัดไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้ ที่ผ่านมา การกำจัดที่รัฐหรือเอกชนดำเนินการ คือ นำไปกองไว้บนพื้นดิน นำไปทิ้งทะเล นำไปฝังกลบ ใช้ปรับปรุงพื้นที่ เผา หมักทำปุ๋ย ใช้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งแต่ละวิธีต่างมีข้อดีข้อเสียต่างกัน การพิจารณาว่าจะเลือกใช้วิธีใดต้องอาศัยองค์ประกอบในการจัดการตามความเหมาะสมหลายด้าน แน่นอน หากการกำจัดที่ไม่ถูกต้อง ปัญหานี้ก็ย่อมย้อนกลับมาก่อให้เกิดภาวะเป็นพิษต่อสภาพแวดล้อม และมีผลกระทบต่อสุขภาพเราเองดังที่ได้บทเรียนจากบ่อขยะแพรกษา
ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการรณรงค์กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ระบุว่า การจัดการขยะ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะคำนึงถึงเรื่องการแยก ขยะทั่วไปกับขยะอันตรายได้ นโยบายเรื่องนี้ของบ้านเราไปเน้นที่แหล่งผลิตทั้งจากครัวเรือนและจากภาคอุตสาหกรรม แต่ก็ล้มเหลวในเรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะการจัดการไม่เท่าทันต่ออัตราเร่งของสังคมบริโภคที่เติบโตเร็วและมีประสิทธิภาพกว่ามาตรการจัดการปัญหา
“วันนี้ปัญหาสำคัญคือ ขยะอันตรายที่มาจากภาคอุตสาหกรรมที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัย เราแค่คิด ว่าจะนำไปฝังหรือเอาไปเผา ยังไม่ได้คิดไปถึงการควบคุมจัดการในขั้นตอนการผลิต รวมถึงการกำจัดขยะในส่วนนี้ ถูกผลักภาระให้กับสังคม ภาคอุตสาหกรรมหลายแห่ง ยังคิดว่า นี่เป็นมาตรการลดต้นทุน ที่สุดแล้วเรื่องนี้ ก็จะถึงทางตัน ไม่มีทางที่จะฝังหรือเผาไปชั่วนิรันดร์ โดยไม่สร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อม ประเทศอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่หลายแห่ง จึงเริ่มคำนึงถึงเรื่องนี้ เพราะหากสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการก่อมลภาวะ ในที่สุดภาครัฐเองก็จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ และสิ้นเปลืองงบประมาณในการแก้ไขปัญหามากกว่าที่จะกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยซ้ำไป”
ธารา เล่าอีกว่า การประชุมสุดยอดผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมที่สหประชาชาติจัดขึ้นที่บราซิล เมื่อปี 2535 ที่ประชุมมีมติร่วมที่จะยกระดับความสำคัญแก้ปัญหามลพิษด้วยการพัฒนาระบบข้อมูล การปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutants Relense and Transfer Register) หรือ PRTR ต้องการให้ทุกประเทศภาคีสมาชิกบังคับใช้ภายในปี 2558 ปัจจุบันมีประเทศอุตสาหกรรม 40 ประเทศ บังคับใช้กฎหมายนี้แล้ว และมีประเทศกำลังพัฒนากำลังร่างกฎหมายนี้อีก 10 ประเทศ รวมทั้งไทย แต่ประเทศไทยขอยืดเวลาในการดำเนินการดังกล่าวไปในปี 2563
สรุปได้ว่า ขยะจะยิ่งก่อปัญหามากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งอาจจะกลายเป็นเรื่องที่เราทุกคนเพียงแต่กวาดทิ้งไว้หน้าบ้านหรือขจัดไปเพียงให้พ้นสายตาได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึง ปัญหาขยะไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งล่าสุดกรมโรงงานอุตสาหกรรม ออกมาบอกว่า เพิ่มขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภค โดยพบว่าปี 2556 สูงถึง 20.88 ล้านเครื่อง เป็นโทรศัพท์มือถือบ้าน 9.14 ล้านเครื่อง โทรทัศน์ 2.43 ล้านเครื่อง อุปกรณ์เล่นภาพหรือเสียง ขนาดพกพา 3.3 ล้านเครื่อง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล 1.99 ล้านเครื่อง เครื่องแฟกซ์ 1.5 ล้านเครื่อง เครื่องปรับอากาศ 7.1 และตู้เย็น 8.72 แสนเครื่อง คาดการณ์ว่า ในปี 2557 จะมีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเป็น 22.08 ล้านเครื่อง ก่อนจะเพิ่มเป็น 23.23 และ 24.31 ล้านเครื่อง ในปี 2558 และ 2559 ตามลำดับ ขยะหลักๆ ยังคงเป็นโทรศัพท์ 10.90 ล้านเครื่อง
ที่กล่าวมา ยังไม่นับรวมถึงอุปกรณ์ที่ยังถูกใช้งานในปัจจุบัน ซึ่งเราทุกคนต่างทราบดีว่า อุปกรณ์ที่เราใช้อยู่มีข้อจำกัดในเรื่องอายุการใช้งาน และรอวันที่จะถูกทิ้งและไปกองรวมอยู่กับภูเขาขยะลูกถัดไปและถัดไป โดยไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าจะปะทุปัญหาออกมาทำลายสิ่งแวดล้อมเมื่อใด







