
ผู้นำที่ดีหาใช่ชาติตระกูลสูง
ได้ยินว่า บุคคลที่จะเป็นผู้นำดีได้นั้นจะต้องมีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรม
ได้ยินว่า บุคคลที่จะเป็นผู้นำดีได้นั้นจะต้องมีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรม คือ เป็นคนเก่งและมีคุณธรรม จึงจะเป็นผู้นำที่ดี หาใช่เกิดในชาติตระกูลสูง ชาติตระกูลอัครมหาเศรษฐีที่มีหน้ามีตาในสังคมไม่
เพราะการเกิดในชาติตระกูลสูง ตระกูลรวยนั้นไม่ได้ช่วยการันตีร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าต้องเป็นผู้นำที่ดี อาจจะดีบ้าง ไม่ดีบ้าง อาจจะดีมากและเลวน้อย อาจจะดีน้อยแล้วเลวมาก
ผมขอยกเหตุการณ์สมัยพระพุทธเจ้าให้ฟัง ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์บรมครูประทับอยู่ที่เชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ซึ่งเมืองสาวัตถีนี้เป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษามากที่สุดที่ 25 พรรษา ทรงปรารภถึงพราหมณ์คนหนึ่ง
ซึ่งพราหมณ์คนนี้เวลาอยู่ที่ไหนมักจะพูดกับคนทั้งหลายว่า ตนเป็นพราหมณ์โดยกำเนิด เกิดมาจากตระกูลพราหมณ์ตลอด ครั้งแล้วครั้งเล่า เหมือนต้องการประกาศให้คนทั่วบ้านทั่วเมืองรู้ว่า ตนนั้นเป็นพราหมณ์โดยกำเนิด เกิดในวรรณพราหมณ์โดยตรง
นิยามของพราหมณ์ในที่นี้ในสมัยนั้นของชมพูทวีป หมายถึง คนดี ผู้รู้ มีความสามารถ เป็นผู้นำ ฯลฯ
แต่เหตุมีว่า พราหมณ์นี้เกิดความสงสัยว่า ในเมื่อตัวเองเป็นพราหมณ์โดยกำเนิด ประกาศให้คนทั้งหลายรู้ตลอด ทำไมพระพุทธเจ้าสมณโคดมจึงไม่เรียกตนว่า “เป็นพราหมณ์” กลับไปเรียกสาวกของตนว่าเป็นพราหมณ์เสียนั่น...ชิชะๆ
ได้ยินแล้วรู้สึกไม่พอใจ ต้องไปถามให้หายสงสัย ไม่งั้นท้องไส้ไม่หายป่วนปั่น กระอักกระอ่วน จึงรวมกับบรรดาพราหมณ์ๆ ไปถามพระพุทธเจ้าถึงมหาวิหารเชตวัน
“ท่านสมณโคดม เราเป็นพราหมณ์มาตั้งแต่เกิด และเกิดมาจากตระกูลพราหมณ์ แต่เหตุไฉนท่านไม่เรียกพวกเราว่าเป็นพราหมณ์ กลับไปเรียกสาวกของท่านว่าเป็นพราหมณ์เสียนี่ สงสัยมากจึงต้องมาถามให้รู้”
พระพุทธเจ้าตรัสตอบพราหมณ์ไปว่า คนเราจะดีหรือชั่ว ไม่ได้อยู่ที่ชื่อและโคตรหรือตระกูล (พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า นามโคตฺเตนนามและโคตร) แต่ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนอบรมตนเองให้เป็นคนดีต่างหาก ซึ่งถ้าต้องการเป็นคนดีก็ต้องฝึกอบรมตนเองให้เป็นคนดี เราจึงจะเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์
พระพุทธเจ้าตรัสต่อไปอีกว่า พราหมณ์ สาวกของเราเป็นผู้เว้นจากการประพฤติชั่วทางกาย เว้นจากการประพฤติชั่วทางวาจา และเว้นจากการคิดชั่ว เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งความดีแล้ว
ดังนั้น เราจึงเรียกสาวกของเราว่าเป็นสมณะ ว่าเป็นพราหมณ์ ส่วนบุคคลใดที่เกิดในตระกูลพราหมณ์ยังไม่ได้ฝึกฝนอบรมตนเองให้เป็นคนดี ยังไม่มีศีลธรรม เราก็ยังไม่เรียกคนนั้นว่าเป็นพราหมณ์
ปรากฏว่าเมื่อพราหมณ์คนนั้นและพรรคพวกได้ยินที่พระพุทธเจ้าสอน ก็เข้าใจในพระโอวาทของพระพุทธเจ้าที่ทรงอธิบายให้กระจ่างหายสงสัยเป็นปลิดทิ้ง
หลังพระพุทธเจ้าตรัสตอบในเชิงเทศนา ปรากฏว่าพราหมณ์นั้นรวมทั้งพราหมณ์คนอื่นที่มาถามได้บรรลุธรรมตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล และนับจากนั้นมีตระกูลพราหมณ์จำนวนมากต่างก็ปรับปรุงความเห็นและพฤติกรรมของตัวเองเสียใหม่
จากเรื่องนี้สรุปว่า การที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้น อย่างแรกที่ต้องมี คือ ความรู้ ฉลาด สามารถ และมีคุณธรรม มิใช่เกิดจากชาติตระกูลที่สูงส่งอย่างที่กล่าวมาแล้ว
แต่ว่า ถ้าผู้นำคนนั้นเกิดมาในชาติตระกูลที่สูงส่งอยู่แล้ว พร้อมทั้งยังเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ฉลาด และมีคุณธรรม ศีลธรรม ก็ยิ่งจะเป็นที่ยอมรับของผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นที่ยอมรับของประชาชนมากเท่านั้น และยังเป็นที่เชิดชูวงศ์ตระกูลให้สูงส่งขึ้นไปอีกด้วย
ในทางกลับกัน ถ้าหากไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่เคยแสดงความรู้ออกมาให้คนอื่นเห็น แต่อยากจะเป็นอยากจะได้ครองความเป็นผู้นำ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ การไม่ได้รับการยอมรับ
เมื่อไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ก็จะส่งผลนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ความยุ่งยาก และความขัดแย้งตามมา
ฉะนั้น ไม่ว่าใครคิดจะเป็นผู้นำคน ต้องดูให้ดีว่า ตัวเราเป็นคนดีและเก่งแล้วหรือยัง ซึ่งถ้าหากเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติสองประการนี้ เชื่อว่าจะเป็นผู้นำที่ดีได้
แต่เรื่องนี้ดูช่างเข้ากับสำนวนๆ หนึ่งที่ว่า “ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว” มาก







