posttoday
ปรีดิยาธร สอนน้อง (ปู)

ปรีดิยาธร สอนน้อง (ปู)

30 มีนาคม 2557

“อำนาจคือมายา ข้าวปลาสิของจริง”

“อำนาจคือมายา ข้าวปลาสิของจริง”

ผู้เขียนต้องกราบขอประทานอภัยและขอประทานอนุญาต ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ผู้เป็นเจ้าของอมตะวาจา “เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง” ที่ต้องดัดแปลงประโยคนี้ให้เข้ากับยุคสมัยที่คนกำลังสู้รบกันในทางการเมืองอย่างเมามัน เผื่อว่าจะได้หาทางหนีทีไล่เอาไว้เมื่อบ้านเมืองต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะแม้ว่าการเมืองจะเป็นเช่นไร แต่เรื่อง “ข้าวปลา” คือเศรษฐกิจหรือปากท้องต้องมาก่อนและมีความสำคัญกว่าเสมอ

ม.จ.สิทธิพร ได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่” ท่านได้นำวิธีการเพาะปลูกแบบชาติตะวันตกมาทดลองและส่งเสริมให้คนไทยได้เรียนรู้ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้ลาออกจากราชการไปเป็น “กสิกร” ที่บ้านบางเบิด จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีประสบการณ์ทั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ได้เห็น “ทุกภิกขุภัย” (ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แปลไว้อย่างน่าคิดว่า หมายถึงทุกข์ของพระภิกษุอันเกิดจากการไม่มีอาหารฉันเนื่องจากความอดอยากของชาวบ้าน) อันเกิดจากสงครามทั้งสองครั้งดังกล่าว โชคร้ายที่คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองมองไม่เห็นภาพรวมในความเป็น “มหาอำนาจทางการเกษตรของไทย” แม้จะพยายามสร้างภาพด้วยคำขวัญที่ว่า “ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ”

จากประวัติของท่านสิทธิพร ทำให้ผู้เขียนนึกถึงเชื้อพระวงศ์อีกท่านหนึ่งที่มีความห่วงใยลูกหลานไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยท่านได้ให้สติรัฐบาลในเรื่องการรับจำนำข้าวมาตั้งแต่ที่รัฐบาลได้ประกาศใช้นโยบายนี้มาตั้งแต่แรกจนสุดท้ายก็เห็นว่ารัฐบาลนี้ไปไม่ไหวแล้ว รวมทั้งไม่รับฟังความกังวลและการแก้ไขที่หลายๆ คนเสนอแนะ จึงมีจดหมายเปิดผนึกให้นายกฯ ลาออกเสีย เพื่อหาคนอื่นมาแก้ ก็ถูกกล่าวหาว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ที่จะนำมาเสนอต่อไปนี้จะชี้ให้เห็นว่า หม่อมอุ๋ยมีเจตนาดีและมองรัฐบาลนี้ในแง่ดีมาตั้งแต่รัฐบาลนี้เพิ่งจะเข้ามาบริหารประเทศนั้นแล้ว

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ประธานมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ได้กล่าวไว้ในการปาฐกถาเปิดกิจกรรม “100 ปีชาตกาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช บุคคลสำคัญของโลก” เมื่อ พ.ศ. 2554 ในหัวข้อ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ กับการพัฒนาการเมืองเชิงนโยบายในประเทศไทย” ซึ่งวันที่ไปพูด (26 ส.ค. 2554 สถานที่พูดคือมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช) เป็นช่วงที่เพิ่งจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ หม่อมอุ๋ยได้กล่าวปาฐกถานี้เหมือนกับจะ “สอน” ด้วยรักและหวังดีให้รัฐบาลที่นำโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้คิดที่จะ “สร้างประวัติศาสตร์” เหมือนอย่างที่ผู้นำในอดีตหลายคนเคยทำ

หม่อมอุ๋ยเริ่มด้วยการให้ความหมายของ “นโยบายระดับยุทธศาสตร์” (ที่ผู้เขียนสรุปความเอง) ว่าหมายถึง “นโยบายที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ที่มีผลสืบเนื่องยาวนานและลึกซึ้ง” ซึ่งเท่าที่หม่อมอุ๋ยจำความได้ก็มีแค่ 2 ครั้งเท่านั้น คือครั้งแรกใน พ.ศ. 2500 ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. 2518 ในสมัยของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีนโยบายที่สำคัญคือการเปิดให้เอกชนและนักธุรกิจจากต่างประเทศมาร่วมมือกับรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ ทั้งที่เป็นรัฐบาลเผด็จการแต่ก็กล้าหาญที่จะ “เปิดกว้าง” ต่างกับรัฐบาลไทยในอดีตรวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านที่ยังคงมะงุมมะงาหราอยู่ภายใต้ปัญหาการเมืองต่างๆ ซึ่งผลจากนโยบายอันเปิดกว้างทางเศรษฐกิจในครั้งนั้นทำให้ทั่วประเทศไทยมีความเจริญไปทั่วทุกภูมิภาค รวมทั้งที่ได้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้นในยุคนั้น จึงทำให้การพัฒนาประเทศไทยมีเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นระบบ

อีกครั้งหนึ่งในสมัยของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ได้ฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ที่คนไทยกลัวกันนักหนา เนื่องจากเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ในขณะที่ประเทศไทยก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับการแผ่ขยายของลัทธินี้ในสังคมอยู่อย่างรุนแรง ซึ่งการไปเปิดความสัมพันธ์กับจีนแดงในครั้งนั้นได้ถูกฝ่ายความมั่นคง (พูดตรงๆ ก็คือทหาร) ต่อต้านอย่างหนัก ถึงขั้นมีการกล่าวหาบุคคลหลายคนที่ร่วมดำเนินการในเรื่องนี้ว่าเป็นคอมมิวนิสต์

แต่ด้วยนโยบายดังกล่าวได้นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ประเทศไทย อาเซียน และนานาชาติเป็นอย่างมหาศาล สำหรับประเทศไทยนอกจากจะช่วยลดความรุนแรงของลัทธิคอมมิวนิสต์ (เพราะจีนงดความช่วยเหลือ) แล้ว จีนยังคอยประคับประคองและส่งเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ไทยและอาเซียนเสมอมา ทั้งยังสร้างความสมดุลในระดับภูมิภาคและเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าความสัมพันธ์ระหว่างชาติต่างๆ ในระดับนานาชาตินั้นด้วย

หม่อมอุ๋ยได้บรรยายในเรื่องนโยบายของรัฐบาลอื่นๆ อีกพอควร เช่น รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับนโยบาย 66/2523 ว่าก็มีผลต่อสังคมไทยมาก แต่ก็ไม่ได้เป็นนโยบายใหม่ เพราะเป็นการสืบเนื่องจากรัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ในการลดทอนอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ที่ได้ดำเนินการมาก่อน หรือนโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้าของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็เปลี่ยนโฉมแนวคิดของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้มากพอควร แต่ก็ขาดการเสริมต่อของรัฐบาลต่อมาที่ขาดวิสัยทัศน์และความสามารถในด้านการต่างประเทศ

อีกรัฐบาลหนึ่งที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีนโยบายประชานิยมอย่างมากมาย แต่นั่นก็มีผลแค่ผู้คนของประเทศไทย ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่าในระยะยาวแล้วจะส่งผลเสียหายอะไรหรือไม่ (แต่ที่เห็นชัดๆ คือความแตกแยกร้าวฉานในสังคมไทยผู้เขียน) ส่วนการทำงานของรัฐบาลอื่นๆ รวมทั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เพิ่งพ้นตำแหน่งไป ก็เป็นเพียงการทำตามหน้าที่ของรัฐบาล ซึ่งหม่อมอุ๋ยเรียกนโยบายการทำงานแบบนี้ว่า “นโยบายระดับงานประจำ” ที่ข้าราชการประจำเขาก็ทำกันได้อยู่แล้ว

ที่น่าสนใจที่สุดก็คือข้อแนะนำของหม่อมอุ๋ยที่อยากให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ทำ ซึ่งถ้าหากทำได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็จะมีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ดังเช่นจอมพลสฤษดิ์ และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นั้นได้อย่างแน่นอน หนึ่ง ก็คือการแก้ปัญหาความแตกแยกของคนในชาติที่รุนแรงถึงขั้นเป็นความขัดแย้งทางอารมณ์หรือความรู้สึกเกลียดชังคั่งแค้นกัน และสอง การสร้างไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลก โดยการเชื่อมโยงอาเซียนเข้ากับจีน ยุโรป และตะวันออกกลาง

2 ปี 7 เดือน ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่เคยมี “วิสัยทัศน์” ใดๆ ที่จะทำให้คนไทยมีความสุขอย่างยั่งยืน เห็นแต่ความพยายามที่จะ “ยื้อ” อยู่ในอำนาจเพื่อปิดบัง “วิสัยยัด” ที่ทำไว้

ความปรารถนาดีที่พี่อุ๋ยมีต่อน้องปูจึง “เอวัง” ด้วยประการฉะนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท